- หน้าแรก
- /
- สูตร GI ต่ำ
- /
- ซุปถั่วลันเตาสีทองกับครีมต้นหอมและสมุนไพร
ซุปถั่วลันเตาสีทองกับครีมต้นหอมและสมุนไพร
ซุปถั่วลันเตาเนื้อเนียนนุ่มที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และอิ่มสบายท้อง เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังวางแผนมื้ออาหารเพื่อควบคุมเบาหวาน
ซุปถั่วลันเตาที่ให้สารอาหารครบถ้วนจานนี้ถือเป็นเมนูเด็ดสำหรับคนคุมน้ำตาล เพราะเป็นการรวมตัวกันของตระกูลถั่วที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำและผักที่มีกลิ่นหอม เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ตลอดทั้งวัน ถั่วลันเตาซีกมีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ (GI 46) เนื่องจากมีไฟเบอร์และโปรตีนสูง ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส นอกจากนี้ ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำในถั่วลันเตายังช่วยลดคอเลสเตอรอลและให้พลังงานที่ต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเหมือนซุปที่ทำจากธัญพืชขัดสี
สูตรนี้มีเคล็ดลับอยู่ที่การแต่งหน้าด้วยครีมต้นหอมและสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นกลมกล่อมโดยไม่ต้องใช้เฮฟวี่ครีม ทำให้ได้รสชาติที่เบาแต่ยังคงความอร่อย เราใช้สารให้ความหวานที่ไม่มีน้ำตาลอย่างอิริทริทอลแทนน้ำตาลทรายเพื่อรักษาคุณสมบัติของอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ส่วนน้ำมันมะกอกก็ให้ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ดีต่อหัวใจและช่วยชะลอการตอบสนองของน้ำตาลในเลือด ในขณะที่แฮมไม่ติดมันจะช่วยเพิ่มโปรตีนทำให้อิ่มท้องนานขึ้น การผสมผสานระหว่างโปรตีน ไฟเบอร์ และไขมันดี ทำให้ซุปนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับใครก็ตามที่ต้องจัดการกับโรคเบาหวานหรือต้องการดูแลระบบเผาผลาญให้ดีขึ้น
เพื่อการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ได้ผลดีที่สุด แนะนำให้ทานซุปนี้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่สมดุล ลองเริ่มมื้อด้วยสลัดผักใบเขียวราดน้ำสลัดน้ำส้มสายชูเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ จากนั้นค่อยทานซุปคู่กับผักที่ไม่มีแป้ง ปริมาณไฟเบอร์ที่สูง (ประมาณ 16 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค) จะช่วยให้คุณอิ่มนานหลายชั่วโมง พร้อมทั้งช่วยเรื่องการย่อยอาหารและรักษาระดับกลูโคสให้คงที่ หนึ่งหน่วยบริโภคคือ 1.5 ถ้วย ซึ่งให้ค่าภาระน้ำตาล (Glycemic Load) ในระดับปานกลางที่ 16.0 เหมาะกับแผนอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และถ้าทานไม่หมด รสชาติของซุปจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อเก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งสามารถเก็บได้นานถึง 5 วันโดยยังคงคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพไว้ได้
ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด
ระดับน้ำตาลในเลือดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในระดับปานกลาง เนื่องจากมีค่าภาระน้ำตาลอยู่ที่ 16 ถั่วลันเตาซีกให้ไฟเบอร์และโปรตีนที่ช่วยชะลอการย่อย ทำให้มีพลังงานต่อเนื่องนาน 3-4 ชั่วโมงโดยที่น้ำตาลไม่พุ่งสูง
เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด
- ✓ Add a protein source like grilled chicken or a hard-boiled egg to further slow carbohydrate absorption and reduce the glycemic response
- ✓ Eat the soup slowly over 15-20 minutes rather than quickly consuming it, as liquid meals can be absorbed faster when eaten rapidly
- ✓ Take a 10-15 minute walk after eating to help muscles absorb glucose and blunt the post-meal blood sugar rise
🥗 ส่วนผสม
- 1 tbsp บัตเตอร์มิลค์สูตรไขมันต่ำ
- 0.25 tsp น้ำตาลทราย
- 0.125 tsp เกลือ
- 2 tbsp น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น
- 1 pcs หอมหัวใหญ่สับ
- 2 pcs กระเทียมสับละเอียด
- 1.5 cup ถั่วลันเตาซีกอบแห้ง (สีเหลืองหรือสีเขียว) ล้างน้ำให้สะอาด
- 3 cup น้ำสะอาด
- 3 cup น้ำสต๊อกผักแบบโซเดียมต่ำ
- 0.25 tsp พริกไทยดำบดใหม่ๆ
- 0.5 cup แฮมไม่ติดมันสับ
- 1 tbsp บัตเตอร์มิลค์สูตรไขมันต่ำ
- 0.25 tsp น้ำตาลทราย
- 0.125 tsp เกลือ
- 2 tbsp น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น
- 1 pcs หอมหัวใหญ่สับ
- 2 pcs กระเทียมสับละเอียด
- 1.5 cup ถั่วลันเตาซีกอบแห้ง (สีเหลืองหรือสีเขียว) ล้างน้ำให้สะอาด
- 3 cup น้ำสะอาด
- 3 cup น้ำสต๊อกผักแบบโซเดียมต่ำ
- 0.25 tsp พริกไทยดำบดใหม่ๆ
- 0.5 cup แฮมไม่ติดมันสับ
👨🍳 วิธีทำ
- 1
เตรียมครีมต้นหอมโดยผสมต้นหอมสับ โยเกิร์ตไขมันต่ำ บัตเตอร์มิลค์ อิริทริทอล (หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาล) และเกลือเล็กน้อยลงในเครื่องปั่นขนาดเล็ก ปั่นจนเนื้อเนียนและเป็นสีเขียวทั่วกัน ตักใส่ภาชนะที่มีฝาปิดแล้วแช่เย็นไว้ระหว่างทำซุปเพื่อให้รสชาติเข้าเนื้อกัน
- 2
ตั้งหม้อก้นหนาใบใหญ่บนไฟกลาง ใส่น้ำมันมะกอกลงไป พอเริ่มร้อนใส่หอมหัวใหญ่สับลงไปผัด หมั่นคนเป็นพักๆ จนหอมเริ่มใสและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอ่อนๆ ใช้เวลาประมาณ 6 นาที การผัดให้หัวหอมเริ่มเปลี่ยนสีจะช่วยเพิ่มรสชาติที่ลุ่มลึกโดยไม่ทำให้ค่าดัชนีน้ำตาลพุ่งสูง
- 3
ใส่แครอทสับลงไปผัดต่ออีกประมาณ 5 นาที คอยคนเรื่อยๆ จนแครอทนิ่มลงและเริ่มมีรสหวานตามธรรมชาติออกมา จากนั้นใส่กระเทียมสับลงไปผัดต่ออีก 1 นาทีจนมีกลิ่นหอม ระวังอย่าให้กระเทียมไหม้
- 4
ใส่ถั่วลันเตาซีกที่ล้างแล้ว น้ำสะอาด น้ำสต๊อกผัก และพริกไทยดำลงในหม้อ เร่งไฟขึ้นจนเดือดพล่าน จากนั้นลดไฟลงเป็นไฟอ่อนทันที ปิดฝาหม้อแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อให้ไอน้ำระบายออกได้ แล้วเคี่ยวต่อเบาๆ ประมาณ 60 ถึง 65 นาที จนถั่วลันเตานิ่มและเริ่มเปื่อยยุ่ย
- 5
ค่อยๆ ตักซุปร้อนๆ ใส่เครื่องปั่น โดยแบ่งปั่นเป็นรอบๆ เพื่อไม่ให้ล้นเครื่อง ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดเป็นเนื้อกำมะหยี่ แล้วเทกลับลงในหม้อ หรือถ้าใครมีเครื่องปั่นแบบจุ่ม (immersion blender) ก็สามารถปั่นในหม้อได้เลยเพื่อความสะดวกในการล้าง
- 6
อุ่นซุปที่ปั่นแล้วด้วยไฟอ่อนถึงกลาง หมั่นคนเพื่อไม่ให้ซุปติดก้นหม้อ ชิมรสและปรุงเพิ่มด้วยพริกไทยหรือเกลือตามชอบ แต่อย่าลืมว่าแฮมที่จะใช้โรยหน้าจะมีรสเค็มอยู่แล้ว
- 7
ตักซุปร้อนๆ ใส่ชามที่อุ่นไว้ ปริมาณประมาณ 1.5 ถ้วยต่อที่ ตกแต่งด้วยครีมต้นหอมแช่เย็นโดยหยอดเป็นวงสวยงามหรือราดเป็นเส้นด้านบน โรยด้วยแฮมไม่ติดมันสับและต้นหอมซอยยาวๆ เสิร์ฟทันทีขณะร้อน แนะนำให้เริ่มมื้ออาหารด้วยผักสดก่อนทานซุปเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีที่สุด
📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ
| ต่อหนึ่งเสิร์ฟ | ทั้งจาน | |
|---|---|---|
| แคลอรี | 391 | 1565 |
| คาร์โบไฮเดรต | 55g | 218g |
| น้ำตาล | 11g | 45g |
| น้ำตาลเพิ่ม | 0g | 1g |
| น้ำตาลธรรมชาติ | 11g | 44g |
| โปรตีน | 24g | 97g |
| ไขมัน | 10g | 38g |
| ไขมันอิ่มตัว | 2g | 7g |
| ไขมันไม่อิ่มตัว | 8g | 30g |
| ไฟเบอร์ | 21g | 83g |
| ไฟเบอร์ละลายน้ำ | 0g | 2g |
| ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ | 1g | 4g |
| โซเดียม | 933mg | 3732mg |
การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์
ถ้าคุณ...
โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ
สารให้ความหวานที่ไม่มีแคลอรีเหล่านี้ไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่น้ำตาลทรายจะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็วเพราะมีค่า GI สูงถึง 65
แครอทมีค่า GI ปานกลางอยู่ที่ 35-92 ขึ้นอยู่กับวิธีปรุง ส่วนขึ้นฉ่ายฝรั่ง ซูกินี และกะหล่ำดอกเป็นผักที่ไม่มีแป้ง ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยมากและมีค่าภาระน้ำตาลต่ำกว่ามาก
บัตเตอร์มิลค์มีน้ำตาลแลคโตสซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ส่วนนมจากพืชสูตรไม่หวานและเฮฟวี่ครีมแทบไม่มีคาร์โบไฮเดรตเลย จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูง
น้ำสต๊อกผักสำเร็จรูปมักมีน้ำตาลแฝง มอลโทเดกซ์ทริน หรือแป้งที่มีค่า GI สูง แต่น้ำซุปกระดูกและน้ำสต๊อกไก่แท้ๆ ให้รสชาติที่ดีโดยไม่มีคาร์โบไฮเดรตส่วนเกินที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
แม้ว่าถั่วลันเตาซีกจะมีค่า GI ปานกลางที่ 32 แต่ถั่วเลนทิลมีค่า GI ต่ำกว่าที่ 21-29 และถั่วเหลืองผิวดำมีค่า GI ต่ำมากเพียง 15-20 ทั้งยังมีโปรตีนและไฟเบอร์สูงกว่า ซึ่งช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นและมีค่าภาระน้ำตาลโดยรวมต่ำกว่า
🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้
ทำไมสูตรนี้ถึงดีต่อการรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือด
ถั่วลันเตาซีกคือสุดยอดอาหารสำหรับคนคุมน้ำตาล และซุปจานนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าทำไมพืชตระกูลถั่วถึงควรอยู่ในเมนูอาหารที่ดีต่อระดับกลูโคส ด้วยค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ที่ 46 และค่าภาระน้ำตาล (GL) ระดับปานกลางที่ 16.0 ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซุปนี้จะให้พลังงานที่สม่ำเสมอโดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงปรี๊ดเหมือนการทานคาร์โบไฮเดรตขัดสี เคล็ดลับอยู่ที่ปริมาณไฟเบอร์ที่น่าทึ่งในถั่วลันเตา ซึ่งมีสูงถึง 16 กรัมต่อถ้วย ช่วยชะลอการย่อยอาหารและทำให้ร่างกายค่อยๆ ปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำนี้ยังเป็นอาหารให้แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าอาจช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินได้ในระยะยาว
การเติมโยเกิร์ตและบัตเตอร์มิลค์ลงในครีมสมุนไพรไม่ได้แค่ช่วยเพิ่มรสชาติเปรี้ยวกลมกล่อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มโปรตีนและไขมันที่ช่วยชะลอการตอบสนองของกลูโคสได้อีกทาง เมื่อคุณทานโปรตีนและไขมันควบคู่ไปกับคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยอาหารนานขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านการหมักยังมีโพรไบโอติกส์ที่ช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ ซึ่งงานวิจัยใหม่ๆ พบว่ามีความเชื่อมโยงกับระบบเผาผลาญที่ดีขึ้น นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการจับคู่สารอาหารที่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนผลกระทบของมื้ออาหารที่มีต่อระดับน้ำตาลได้อย่างไร
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อระดับน้ำตาลในเลือด ลองเริ่มมื้ออาหารด้วยสลัดผักใบเขียวเล็กๆ ราดน้ำมันมะกอก แล้วค่อยทานซุปเป็นจานหลัก ผักและไขมันดีจะช่วยเตรียมระบบในร่างกายให้ควบคุมกลูโคสได้ดียิ่งขึ้น การเดินเล่นสัก 10 นาทีหลังทานอาหารจะช่วยให้กล้ามเนื้อดูดซึมกลูโคสไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้ถึง 15-20% จำไว้ว่าไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณกินเท่านั้นที่สำคัญ แต่วิธีการและเวลาที่กินก็ส่งผลต่อระบบเผาผลาญของคุณเช่นกัน
สูตรที่เกี่ยวข้อง
PDF ฟรี — 3 หน้า
สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์
บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์
ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ