← กลับไปที่สูตรอาหาร
ซุปถั่วลันเตาสีทองกับครีมต้นหอมและสมุนไพร - สูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ
ดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวาน ปานกลาง

ซุปถั่วลันเตาสีทองกับครีมต้นหอมและสมุนไพร

ซุปถั่วลันเตาเนื้อเนียนนุ่มที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และอิ่มสบายท้อง เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังวางแผนมื้ออาหารเพื่อควบคุมเบาหวาน

15 min
เวลาเตรียม
1h 15m
เวลาปรุงอาหาร
1h 30m
เวลาทั้งหมด
4
จำนวนที่เสิร์ฟ

ซุปถั่วลันเตาที่ให้สารอาหารครบถ้วนจานนี้ถือเป็นเมนูเด็ดสำหรับคนคุมน้ำตาล เพราะเป็นการรวมตัวกันของตระกูลถั่วที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำและผักที่มีกลิ่นหอม เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ตลอดทั้งวัน ถั่วลันเตาซีกมีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ (GI 46) เนื่องจากมีไฟเบอร์และโปรตีนสูง ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส นอกจากนี้ ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำในถั่วลันเตายังช่วยลดคอเลสเตอรอลและให้พลังงานที่ต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเหมือนซุปที่ทำจากธัญพืชขัดสี

สูตรนี้มีเคล็ดลับอยู่ที่การแต่งหน้าด้วยครีมต้นหอมและสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นกลมกล่อมโดยไม่ต้องใช้เฮฟวี่ครีม ทำให้ได้รสชาติที่เบาแต่ยังคงความอร่อย เราใช้สารให้ความหวานที่ไม่มีน้ำตาลอย่างอิริทริทอลแทนน้ำตาลทรายเพื่อรักษาคุณสมบัติของอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ส่วนน้ำมันมะกอกก็ให้ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ดีต่อหัวใจและช่วยชะลอการตอบสนองของน้ำตาลในเลือด ในขณะที่แฮมไม่ติดมันจะช่วยเพิ่มโปรตีนทำให้อิ่มท้องนานขึ้น การผสมผสานระหว่างโปรตีน ไฟเบอร์ และไขมันดี ทำให้ซุปนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับใครก็ตามที่ต้องจัดการกับโรคเบาหวานหรือต้องการดูแลระบบเผาผลาญให้ดีขึ้น

เพื่อการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ได้ผลดีที่สุด แนะนำให้ทานซุปนี้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่สมดุล ลองเริ่มมื้อด้วยสลัดผักใบเขียวราดน้ำสลัดน้ำส้มสายชูเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ จากนั้นค่อยทานซุปคู่กับผักที่ไม่มีแป้ง ปริมาณไฟเบอร์ที่สูง (ประมาณ 16 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค) จะช่วยให้คุณอิ่มนานหลายชั่วโมง พร้อมทั้งช่วยเรื่องการย่อยอาหารและรักษาระดับกลูโคสให้คงที่ หนึ่งหน่วยบริโภคคือ 1.5 ถ้วย ซึ่งให้ค่าภาระน้ำตาล (Glycemic Load) ในระดับปานกลางที่ 16.0 เหมาะกับแผนอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และถ้าทานไม่หมด รสชาติของซุปจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อเก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งสามารถเก็บได้นานถึง 5 วันโดยยังคงคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพไว้ได้

ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด

16.0
ค่าภาระน้ำตาล
MEDIUM

ระดับน้ำตาลในเลือดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในระดับปานกลาง เนื่องจากมีค่าภาระน้ำตาลอยู่ที่ 16 ถั่วลันเตาซีกให้ไฟเบอร์และโปรตีนที่ช่วยชะลอการย่อย ทำให้มีพลังงานต่อเนื่องนาน 3-4 ชั่วโมงโดยที่น้ำตาลไม่พุ่งสูง

เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด

  • Add a protein source like grilled chicken or a hard-boiled egg to further slow carbohydrate absorption and reduce the glycemic response
  • Eat the soup slowly over 15-20 minutes rather than quickly consuming it, as liquid meals can be absorbed faster when eaten rapidly
  • Take a 10-15 minute walk after eating to help muscles absorb glucose and blunt the post-meal blood sugar rise

🥗 ส่วนผสม

👨‍🍳 วิธีทำ

  1. 1

    เตรียมครีมต้นหอมโดยผสมต้นหอมสับ โยเกิร์ตไขมันต่ำ บัตเตอร์มิลค์ อิริทริทอล (หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาล) และเกลือเล็กน้อยลงในเครื่องปั่นขนาดเล็ก ปั่นจนเนื้อเนียนและเป็นสีเขียวทั่วกัน ตักใส่ภาชนะที่มีฝาปิดแล้วแช่เย็นไว้ระหว่างทำซุปเพื่อให้รสชาติเข้าเนื้อกัน

  2. 2

    ตั้งหม้อก้นหนาใบใหญ่บนไฟกลาง ใส่น้ำมันมะกอกลงไป พอเริ่มร้อนใส่หอมหัวใหญ่สับลงไปผัด หมั่นคนเป็นพักๆ จนหอมเริ่มใสและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอ่อนๆ ใช้เวลาประมาณ 6 นาที การผัดให้หัวหอมเริ่มเปลี่ยนสีจะช่วยเพิ่มรสชาติที่ลุ่มลึกโดยไม่ทำให้ค่าดัชนีน้ำตาลพุ่งสูง

  3. 3

    ใส่แครอทสับลงไปผัดต่ออีกประมาณ 5 นาที คอยคนเรื่อยๆ จนแครอทนิ่มลงและเริ่มมีรสหวานตามธรรมชาติออกมา จากนั้นใส่กระเทียมสับลงไปผัดต่ออีก 1 นาทีจนมีกลิ่นหอม ระวังอย่าให้กระเทียมไหม้

  4. 4

    ใส่ถั่วลันเตาซีกที่ล้างแล้ว น้ำสะอาด น้ำสต๊อกผัก และพริกไทยดำลงในหม้อ เร่งไฟขึ้นจนเดือดพล่าน จากนั้นลดไฟลงเป็นไฟอ่อนทันที ปิดฝาหม้อแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อให้ไอน้ำระบายออกได้ แล้วเคี่ยวต่อเบาๆ ประมาณ 60 ถึง 65 นาที จนถั่วลันเตานิ่มและเริ่มเปื่อยยุ่ย

  5. 5

    ค่อยๆ ตักซุปร้อนๆ ใส่เครื่องปั่น โดยแบ่งปั่นเป็นรอบๆ เพื่อไม่ให้ล้นเครื่อง ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดเป็นเนื้อกำมะหยี่ แล้วเทกลับลงในหม้อ หรือถ้าใครมีเครื่องปั่นแบบจุ่ม (immersion blender) ก็สามารถปั่นในหม้อได้เลยเพื่อความสะดวกในการล้าง

  6. 6

    อุ่นซุปที่ปั่นแล้วด้วยไฟอ่อนถึงกลาง หมั่นคนเพื่อไม่ให้ซุปติดก้นหม้อ ชิมรสและปรุงเพิ่มด้วยพริกไทยหรือเกลือตามชอบ แต่อย่าลืมว่าแฮมที่จะใช้โรยหน้าจะมีรสเค็มอยู่แล้ว

  7. 7

    ตักซุปร้อนๆ ใส่ชามที่อุ่นไว้ ปริมาณประมาณ 1.5 ถ้วยต่อที่ ตกแต่งด้วยครีมต้นหอมแช่เย็นโดยหยอดเป็นวงสวยงามหรือราดเป็นเส้นด้านบน โรยด้วยแฮมไม่ติดมันสับและต้นหอมซอยยาวๆ เสิร์ฟทันทีขณะร้อน แนะนำให้เริ่มมื้ออาหารด้วยผักสดก่อนทานซุปเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีที่สุด

📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ

ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ทั้งจาน
แคลอรี 391 1565
คาร์โบไฮเดรต 55g 218g
น้ำตาล 11g 45g
น้ำตาลเพิ่ม 0g 1g
น้ำตาลธรรมชาติ 11g 44g
โปรตีน 24g 97g
ไขมัน 10g 38g
ไขมันอิ่มตัว 2g 7g
ไขมันไม่อิ่มตัว 8g 30g
ไฟเบอร์ 21g 83g
ไฟเบอร์ละลายน้ำ 0g 2g
ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ 1g 4g
โซเดียม 933mg 3732mg

การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์

high: 140 ↑ high: 140 mg/dL mg/dL
มื้อนี้

ถ้าคุณ...

โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์

🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ

น้ำตาล Erythritol, Stevia, Monk Fruit Sweetener

สารให้ความหวานที่ไม่มีแคลอรีเหล่านี้ไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่น้ำตาลทรายจะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็วเพราะมีค่า GI สูงถึง 65

แครอท Celery, Zucchini, Cauliflower

แครอทมีค่า GI ปานกลางอยู่ที่ 35-92 ขึ้นอยู่กับวิธีปรุง ส่วนขึ้นฉ่ายฝรั่ง ซูกินี และกะหล่ำดอกเป็นผักที่ไม่มีแป้ง ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยมากและมีค่าภาระน้ำตาลต่ำกว่ามาก

บัตเตอร์มิลค์ Unsweetened Almond Milk, Coconut Milk (Unsweetened), Heavy Cream

บัตเตอร์มิลค์มีน้ำตาลแลคโตสซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ส่วนนมจากพืชสูตรไม่หวานและเฮฟวี่ครีมแทบไม่มีคาร์โบไฮเดรตเลย จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูง

น้ำสต๊อกผัก Bone Broth, Chicken Stock (Low-Sodium), Homemade Vegetable Broth Without Added Sugars

น้ำสต๊อกผักสำเร็จรูปมักมีน้ำตาลแฝง มอลโทเดกซ์ทริน หรือแป้งที่มีค่า GI สูง แต่น้ำซุปกระดูกและน้ำสต๊อกไก่แท้ๆ ให้รสชาติที่ดีโดยไม่มีคาร์โบไฮเดรตส่วนเกินที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

ถั่วลันเตาซีก Lentils, Black Soybeans, Lupini Beans

แม้ว่าถั่วลันเตาซีกจะมีค่า GI ปานกลางที่ 32 แต่ถั่วเลนทิลมีค่า GI ต่ำกว่าที่ 21-29 และถั่วเหลืองผิวดำมีค่า GI ต่ำมากเพียง 15-20 ทั้งยังมีโปรตีนและไฟเบอร์สูงกว่า ซึ่งช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นและมีค่าภาระน้ำตาลโดยรวมต่ำกว่า

🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้

ทำไมสูตรนี้ถึงดีต่อการรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือด

ถั่วลันเตาซีกคือสุดยอดอาหารสำหรับคนคุมน้ำตาล และซุปจานนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าทำไมพืชตระกูลถั่วถึงควรอยู่ในเมนูอาหารที่ดีต่อระดับกลูโคส ด้วยค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ที่ 46 และค่าภาระน้ำตาล (GL) ระดับปานกลางที่ 16.0 ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซุปนี้จะให้พลังงานที่สม่ำเสมอโดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงปรี๊ดเหมือนการทานคาร์โบไฮเดรตขัดสี เคล็ดลับอยู่ที่ปริมาณไฟเบอร์ที่น่าทึ่งในถั่วลันเตา ซึ่งมีสูงถึง 16 กรัมต่อถ้วย ช่วยชะลอการย่อยอาหารและทำให้ร่างกายค่อยๆ ปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำนี้ยังเป็นอาหารให้แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าอาจช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินได้ในระยะยาว

การเติมโยเกิร์ตและบัตเตอร์มิลค์ลงในครีมสมุนไพรไม่ได้แค่ช่วยเพิ่มรสชาติเปรี้ยวกลมกล่อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มโปรตีนและไขมันที่ช่วยชะลอการตอบสนองของกลูโคสได้อีกทาง เมื่อคุณทานโปรตีนและไขมันควบคู่ไปกับคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยอาหารนานขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านการหมักยังมีโพรไบโอติกส์ที่ช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ ซึ่งงานวิจัยใหม่ๆ พบว่ามีความเชื่อมโยงกับระบบเผาผลาญที่ดีขึ้น นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการจับคู่สารอาหารที่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนผลกระทบของมื้ออาหารที่มีต่อระดับน้ำตาลได้อย่างไร

เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อระดับน้ำตาลในเลือด ลองเริ่มมื้ออาหารด้วยสลัดผักใบเขียวเล็กๆ ราดน้ำมันมะกอก แล้วค่อยทานซุปเป็นจานหลัก ผักและไขมันดีจะช่วยเตรียมระบบในร่างกายให้ควบคุมกลูโคสได้ดียิ่งขึ้น การเดินเล่นสัก 10 นาทีหลังทานอาหารจะช่วยให้กล้ามเนื้อดูดซึมกลูโคสไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้ถึง 15-20% จำไว้ว่าไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณกินเท่านั้นที่สำคัญ แต่วิธีการและเวลาที่กินก็ส่งผลต่อระบบเผาผลาญของคุณเช่นกัน

สูตรที่เกี่ยวข้อง

Food diary cheat sheet

PDF ฟรี — 3 หน้า

สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์

บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์

ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ