- หน้าแรก
- /
- สูตร GI ต่ำ
- /
- สตูเนื้อวัวไม่ติดมันกับมันเทศ
สตูเนื้อวัวไม่ติดมันกับมันเทศ
สตูหม้อเดียวที่อัดแน่นไปด้วยสารอาหาร ทั้งโปรตีนจากเนื้อวัวไม่ติดมันและไฟเบอร์จากมันเทศ ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ แถมยังอร่อยอิ่มท้องสุดๆ
สตูจานนี้เปลี่ยนวัตถุดิบธรรมดาๆ ให้กลายเป็นมื้ออาหารที่ดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด ถึงมันเทศจะมีรสหวาน แต่จริงๆ แล้วมีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง (ประมาณ 63) และมีไฟเบอร์สูงที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล เมื่อกินคู่กับโปรตีนจากเนื้อวัวและผักต่างๆ ในสูตรนี้ ก็ยิ่งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูงเกินไป
เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การปรุงเป็นชั้นๆ เริ่มจากผักกลิ่นหอมที่เป็นเบสของรสชาติและให้ไฟเบอร์กับสารอาหารเพิ่ม เนื้อวัวบดไม่ติดมันให้โปรตีนคุณภาพดี ช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่และทำให้อิ่มนาน ส่วนมะเขือเทศช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวและมีไลโคปีน ซึ่งงานวิจัยบอกว่าอาจช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น
เพื่อการคุมน้ำตาลให้ดีที่สุด แนะนำให้กินสตูนี้คู่กับกะหล่ำปลีซาวอยนึ่งแทนข้าวหรือขนมปัง เพราะกะหล่ำปลีเป็นผักตระกูลกะหล่ำที่มีประโยชน์ และการกินผักก่อนจะช่วยสร้างเกราะไฟเบอร์ที่ชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต เมนูนี้เหมาะทั้งมื้อเที่ยงและมื้อเย็น แถมถ้าเก็บไว้กินวันรุ่งขึ้นรสชาติจะยิ่งเข้มข้นเข้าเนื้อมากขึ้นด้วย ลองกินคู่กับสลัดผักที่ใช้น้ำสลัดสายชูดูครับ เพราะกรดอะซิติกช่วยลดการพุ่งสูงของน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้ถึง 20% โดยหนึ่งที่เสิร์ฟจะอยู่ที่ประมาณ 350 กรัม ซึ่งคำนวณมาให้พอดีกับความต้องการของร่างกายและไม่ทำให้น้ำตาลพุ่งครับ
ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด
สตูจานนี้จะทำให้ระดับน้ำตาลค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เพราะมีค่า GI ต่ำ-ปานกลางที่ 36 และค่า GL 17.4 การผสมผสานระหว่างโปรตีนจากเนื้อวัว ไฟเบอร์จากผัก และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากมันเทศ จะช่วยให้คุณมีพลังงานคงที่ไป 3-4 ชั่วโมงโดยที่น้ำตาลไม่พุ่งสูง
เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด
- ✓ Eat the protein and non-starchy vegetables (beef, mushrooms, celery, carrots) first before consuming the sweet potato pieces to slow glucose absorption
- ✓ Serve with a side of leafy greens or a small salad to add extra fiber and further reduce the overall glycemic impact
- ✓ Take a 10-15 minute walk after eating to help muscles absorb glucose and blunt any post-meal blood sugar rise
🥗 ส่วนผสม
- 1 tbsp น้ำมันทานตะวัน
- 1 pcs หอมหัวใหญ่หัวใหญ่ สับ
- 1 pcs แครอทหัวใหญ่ สับ
- 1 pcs เซเลอรี่หั่นแว่น
- 500 g เนื้อวัวบดไขมันต่ำ
- 1 tbsp มะเขือเทศเข้มข้น (โทมาโทพูเร)
- 1 tbsp ซอสเห็ด
- 400 g มะเขือเทศกระป๋องแบบสับ
- 450 g มันเทศ ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นใหญ่
- 4 pcs กิ่งไทม์สด
- 1 pcs ใบกระวาน
- 15 g พาร์สลีย์สดสับ
- 300 g กะหล่ำปลีซาวอย สำหรับเสิร์ฟ
- 1 tbsp น้ำมันทานตะวัน
- 1 pcs หอมหัวใหญ่หัวใหญ่ สับ
- 1 pcs แครอทหัวใหญ่ สับ
- 1 pcs เซเลอรี่หั่นแว่น
- 1.1 lb เนื้อวัวบดไขมันต่ำ
- 1 tbsp มะเขือเทศเข้มข้น (โทมาโทพูเร)
- 1 tbsp ซอสเห็ด
- 14.1 oz มะเขือเทศกระป๋องแบบสับ
- 15.9 oz มันเทศ ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นใหญ่
- 4 pcs กิ่งไทม์สด
- 1 pcs ใบกระวาน
- 0.5 oz พาร์สลีย์สดสับ
- 10.6 oz กะหล่ำปลีซาวอย สำหรับเสิร์ฟ
👨🍳 วิธีทำ
- 1
ตั้งน้ำมันทานตะวันในหม้อก้นหนาใบใหญ่หรือหม้อดัตช์โอเวนด้วยไฟกลาง พอน้ำมันเริ่มร้อนได้ที่ ให้ใส่หอมหัวใหญ่ แครอท และเซเลอรี่ที่สับไว้ลงไป
- 2
ผัดผักไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาที หมั่นคนเป็นระยะจนผักเริ่มนิ่มและหอมหัวใหญ่เริ่มใส ขั้นตอนนี้จะช่วยดึงรสชาติหวานธรรมชาติของผักออกมาเป็นพื้นฐานที่ดีให้กับสตู
- 3
เร่งไฟขึ้นเป็นไฟกลางค่อนแรง แล้วใส่เนื้อวัวบดลงไป ใช้พายไม้เขี่ยเนื้อให้กระจายตัว ผัดต่อประมาณ 5-7 นาทีจนเนื้อสุกเป็นสีน้ำตาลทั่วกันและไม่มีส่วนที่ยังเป็นสีชมพู
- 4
ใส่โทมาโทพูเรลงไปผัดต่ออีก 2-3 นาที ให้ซอสเริ่มงวดและสีเข้มขึ้นเล็กน้อย วิธีนี้จะช่วยให้รสชาติมะเขือเทศเข้มข้นขึ้นและช่วยตัดกลิ่นดิบออกไป
- 5
ใส่ซอสวูสเตอร์เชียร์ มะเขือเทศกระป๋อง มันเทศ กิ่งไทม์ และใบกระวานลงไป เติมน้ำเปล่า 400 มล. (หรือประมาณ 1 กระป๋อง) ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำป่นตามชอบ
- 6
ต้มให้เดือดพล่าน จากนั้นรีบหรี่ไฟลงเป็นไฟอ่อนทันที แง้มฝาหม้อไว้เล็กน้อยแล้วเคี่ยวต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 40-45 นาที คอยคนทุกๆ 10-15 นาทีเพื่อให้มันเทศสุกทั่วกันและไม่ติดก้นหม้อ
- 7
ลองใช้ส้อมจิ้มมันเทศดู มันเทศควรจะสุกนิ่มแต่ยังไม่เละ หยิบใบกระวานและก้านไทม์ออกทิ้ง โรยพาร์สลีย์สับลงไปแล้วคนให้เข้ากัน ชิมรสและปรุงเพิ่มได้ตามต้องการ
- 8
ตักสตูใส่ชามก้นลึก เสิร์ฟคู่กับกะหล่ำปลีซาวอยนึ่งปริมาณพูนๆ เพื่อการคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ผลดีที่สุด แนะนำให้ทานกะหล่ำปลีก่อนแล้วค่อยตามด้วยสตู เพราะกากใยจากผักจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล สตูหนึ่งที่ควรมีปริมาณประมาณ 350 กรัม
📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ
| ต่อหนึ่งเสิร์ฟ | ทั้งจาน | |
|---|---|---|
| แคลอรี | 527 | 2108 |
| คาร์โบไฮเดรต | 42g | 166g |
| น้ำตาล | 14g | 56g |
| น้ำตาลธรรมชาติ | 14g | 56g |
| โปรตีน | 28g | 113g |
| ไขมัน | 29g | 116g |
| ไขมันอิ่มตัว | 11g | 42g |
| ไขมันไม่อิ่มตัว | 16g | 64g |
| ไฟเบอร์ | 10g | 38g |
| ไฟเบอร์ละลายน้ำ | 1g | 4g |
| ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ | 3g | 10g |
| โซเดียม | 429mg | 1716mg |
การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์
ถ้าคุณ...
โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ
ผักเหล่านี้มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่ามันเทศ (GI 63) โดยฟักทองบัตเตอร์นัทมี GI 51 ส่วนเทอร์นิพและเซเลอรีแอกมีค่าต่ำกว่านั้นคือ 30-35 ซึ่งจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่กว่าเดิม
แครอทปรุงสุกมีค่า GI ปานกลางอยู่ที่ 35-40 ส่วนซูกินี ถั่วแขก และพริกหวานส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยมากโดยมีค่า GI ต่ำกว่า 15 ซึ่งช่วยลดค่าภาระน้ำตาล (glycemic load) โดยรวมของสตูว์ลงได้อย่างมาก
แม้หอมหัวใหญ่จะมีค่า GI ปานกลางที่ 10-15 แต่การใช้ส่วนสีเขียวของต้นกระเทียม ต้นหอม หรือหัวฟินเนล จะให้กลิ่นหอมที่ใกล้เคียงกันโดยมีคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่า และแทบไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเลย
มะเขือเทศสดมีค่าภาระน้ำตาลต่ำกว่าแบบกระป๋องเล็กน้อย และไม่มีการเติมน้ำตาลหรือสารเพิ่มความหนืดที่อาจทำให้ค่า GL สูงขึ้น มะเขือเทศสดมีค่า GI อยู่ที่ประมาณ 15 ซึ่งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ได้ดีกว่า
มะเขือเทศเข้มข้นอาจมีความหนาแน่นของน้ำตาลสูงกว่า การใช้มะเขือเทศตากแห้งหรือพริกหวานแดงเผาแทนจะให้รสอูมามิที่เข้มข้นโดยมีคาร์โบไฮเดรตต่อส่วนเสิร์ฟน้อยกว่า ช่วยลดการพุ่งสูงของระดับน้ำตาลในเลือด
🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้
ทำไมสตูจานนี้ถึงช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่
สตูจานนี้คือตัวอย่างที่ดีของการคุมน้ำตาล เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำเพียง 36 และมีค่าภาระน้ำตาล (GL) ต่อจานอยู่ที่ 17.4 เคล็ดลับอยู่ที่การทำงานร่วมกันของวัตถุดิบ เนื้อวัวไม่ติดมันมีโปรตีนและไขมันที่ช่วยให้กระเพาะอาหารย่อยช้าลง ทำให้คาร์โบไฮเดรตจากผักค่อยๆ เข้าสู่กระแสเลือด ไม่พุ่งพรวดพราด ส่วนมันเทศแม้จะชื่อว่าหวาน แต่มีค่า GI ต่ำกว่ามันฝรั่งทั่วไป (ประมาณ 44-61 ขึ้นอยู่กับการปรุง) เพราะมีไฟเบอร์มากกว่าและมีโครงสร้างแป้งที่ย่อยยากกว่า เมื่อกินคู่กับโปรตีนและไขมันดีจากน้ำมันทานตะวัน ผลกระทบต่อระดับน้ำตาลจึงน้อยลงมาก
ผักอื่นๆ อย่างหอมหัวใหญ่ แครอท และเซเลอรี ก็ช่วยคุมน้ำตาลได้อีกแรง ผักเหล่านี้มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งจะกลายเป็นเจลในระบบย่อยอาหาร ช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ส่วนแครอทแม้จะหวานนิดๆ แต่ถ้ากินในปริมาณที่พอเหมาะรวมกับมื้ออาหาร ก็ถือว่ามีค่าภาระน้ำตาลต่ำ สิ่งสำคัญคือค่าภาระน้ำตาล (GL) นั้นสำคัญกว่าค่าดัชนีน้ำตาล (GI) เพียงอย่างเดียว เพราะมันบอกถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตจริงๆ ที่เรากินเข้าไป ไม่ใช่แค่ความเร็วในการดูดซึม
เพื่อการคุมน้ำตาลให้ได้ผลดีที่สุด ลองเริ่มมื้ออาหารด้วยสลัดผักจานเล็กๆ ก่อน การกินผักที่ไม่มีแป้งเป็นอย่างแรกจะช่วยเตรียมระบบย่อยอาหารและลดการพุ่งของน้ำตาลได้ถึง 30% และถ้าได้เดินเล่นสัก 10-15 นาทีหลังกินข้าว กล้ามเนื้อก็จะช่วยดึงน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลคงที่ตลอดทั้งบ่ายครับ
สูตรที่เกี่ยวข้อง
PDF ฟรี — 3 หน้า
สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์
บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์
ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ