← กลับไปที่สูตรอาหาร
ซุปถั่วลันเตาซีกแบบวีแกน สูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ - สูตรอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ
ดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวาน วีแกน ปราศจากกลูเตน ปราศจากนม ปราศจากถั่ว ปราศจากถั่วเหลือง ง่าย

ซุปถั่วลันเตาซีกแบบวีแกน สูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ

ซุปถั่วลันเตาซีกที่เป็นมิตรต่อระดับน้ำตาลในเลือด อัดแน่นไปด้วยถั่วและผักที่มีกากใยสูง เมนูจากพืชที่ทำให้อิ่มท้องนานโดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง

10 min
เวลาเตรียม
1h 5m
เวลาปรุงอาหาร
1h 15m
เวลาทั้งหมด
4
จำนวนที่เสิร์ฟ

ซุปถั่วลันเตาซีกสูตรวีแกนที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารนี้คือที่สุดของเมนูเพื่อสุขภาพ เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) เพียง 29 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในถั่วที่ดีที่สุดสำหรับการคุมระดับน้ำตาลในเลือด การผสมผสานระหว่างใยอาหารที่ละลายน้ำได้จากถั่วลันเตาซีกและแป้งทนการย่อย (resistant starch) ช่วยให้การดูดซึมกลูโคสช้าลง ในขณะที่ผักสมุนไพรต่างๆ ช่วยเพิ่มสารอาหารโดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

สิ่งที่ทำให้ซุปนี้มีประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญเป็นพิเศษคือปริมาณโปรตีนและกากใยที่สูงจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป ถั่วลันเตาซีกให้กากใยถึง 16 กรัมต่อหนึ่งถ้วย ซึ่งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ได้นานหลายชั่วโมงหลังทาน การเติมไขมันดีจากน้ำมันมะกอกช่วยให้การย่อยช้าลงไปอีก ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ต่างจากซุปแบบครีมหรือซุปที่ใส่มันฝรั่งขาว สูตรนี้ใช้เพียงผักและถั่วที่มีค่า GI ต่ำเท่านั้น

เพื่อการควบคุมน้ำตาลในเลือดที่ดีที่สุด ควรทานซุปนี้เป็นมื้อหลักคู่กับผักใบเขียว แต่ละหน่วยบริโภคมีปริมาณซุปประมาณ 1.5 ถ้วยตวง ให้คาร์โบไฮเดรตที่สมดุล 48 กรัม พร้อมกากใย 12 กรัม ส่งผลให้มีค่าโหลดน้ำตาลระดับปานกลางที่ 23.7 ต่อมื้อ น้ำเลมอนและซอสทามาริช่วยเพิ่มมิติของรสชาติโดยแทบไม่ส่งผลต่อปริมาณคาร์โบไฮเดรต นี่เป็นเมนูที่เหมาะมากสำหรับการทำล่วงหน้า เพราะรสชาติจะยิ่งดีขึ้นเมื่อค้างคืน ช่วยให้การกินอาหารที่ดีต่อระดับน้ำตาลเป็นเรื่องสะดวกและอร่อย

ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด

23.8
ค่าภาระน้ำตาล
HIGH

ซุปนี้ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำถึงปานกลาง เนื่องจากมีค่า GI 29 และค่าโหลดน้ำตาลระดับปานกลางที่ 23.7 ถั่วลันเตาซีกให้กากใยและโปรตีนที่ช่วยให้การย่อยช้าลง ส่งผลให้มีการปล่อยกลูโคสอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีพลังงานคงที่นาน 3-4 ชั่วโมง

เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด

  • Add a tablespoon of olive oil or a handful of nuts on top to further slow digestion and reduce the glycemic response
  • Eat the soup slowly over 15-20 minutes rather than consuming it quickly, as this allows your body to better regulate insulin release
  • Pair with a side of non-starchy vegetables like a green salad to add more fiber and reduce the overall glycemic impact of the meal

🥗 ส่วนผสม

👨‍🍳 วิธีทำ

  1. 1

    ตั้งน้ำมันมะกอกในหม้อดัตช์โอเว่นใบใหญ่หรือหม้อก้นหนาด้วยไฟกลาง พอเริ่มร้อนให้ใส่หอมหัวใหญ่สับ เซเลอรี แครอท และกระเทียมสับลงไป ผัดผักไปเรื่อยๆ คอยคนเป็นระยะจนเริ่มมีกลิ่นหอมและนิ่มลง ใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที ให้ผักนิ่มแต่ไม่ต้องถึงกับเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

  2. 2

    ใส่ใบเบย์ พริกไทยดำ เเกลือทะเล ไทม์สด ออริกาโน่แห้ง และพริกปาปริก้ารมควันลงไปผัดกับผักที่นิ่มแล้ว คนต่อเนื่องประมาณ 1 นาทีเพื่อให้เครื่องเทศโดนความร้อนและส่งกลิ่นหอมออกมา ขั้นตอนนี้จะช่วยดึงรสชาติของซุปให้เข้มข้นขึ้น

  3. 3

    ใส่ถั่วลันเตาซีกที่ล้างแล้วลงไป แล้วคนให้เข้ากับผักและเครื่องเทศจนทั่ว ผัดต่ออีกประมาณ 1 นาทีเพื่อให้ถั่วดูดซับรสชาติก่อนที่จะเติมของเหลวลงไป

  4. 4

    เทน้ำสต๊อกผักลงในหม้อแล้วคนให้เข้ากัน เร่งไฟขึ้นจนเดือดพล่าน จากนั้นรีบลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ปิดฝาหม้อแล้วเคี่ยวซุปไปเรื่อยๆ ประมาณ 60 นาที หรือจนกว่าถั่วจะนิ่มสนิทและเริ่มเละ คอยคนเป็นระยะเพื่อไม่ให้ถั่วติดก้นหม้อ

  5. 5

    เมื่อถั่วนิ่มและซุปข้นได้ที่ตามต้องการแล้ว ให้ตักใบเบย์และก้านไทม์ออกทิ้งไป ใส่ซอสทามาริและน้ำเลมอนสดลงไปคนให้เข้ากัน ซึ่งจะช่วยชูรสชาติและเพิ่มความเปรี้ยวเล็กน้อย ลองชิมรสแล้วปรุงเพิ่มด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ

  6. 6

    เพื่อการคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีที่สุด ควรพักซุปให้เย็นลงเล็กน้อยก่อนเสิร์ฟ เพราะจะช่วยให้เกิดแป้งทนการย่อย (resistant starch) ซึ่งช่วยลดค่าดัชนีน้ำตาลลงไปอีก ตักซุปใส่ชามแล้วโรยหน้าด้วยพาร์สลีย์สับและพริกไทยดำป่น ถ้าชอบรสชาติแบบชีสๆ แต่ไม่กินนมวัว สามารถโรยนูทริชั่นแนล ยีสต์ (nutritional yeast) ลงไปเล็กน้อยได้

  7. 7

    เก็บซุปที่เหลือในภาชนะปิดสนิทในตู้เย็นได้นาน 5 วัน หรือแช่แข็งได้นาน 3 เดือน ซุปจะข้นขึ้นเมื่อทิ้งไว้ เวลาจะอุ่นกินก็แค่เติมน้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่าเพิ่มลงไปเพื่อให้ได้ความข้นตามชอบ ซุปนี้เข้ากันได้ดีมากกับสลัดผักใบเขียวจานใหญ่ โดยแนะนำให้กินสลัดก่อนเพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ยิ่งขึ้น

📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ

ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ทั้งจาน
แคลอรี 520 2078
คาร์โบไฮเดรต 83g 333g
น้ำตาล 16g 64g
น้ำตาลธรรมชาติ 16g 64g
โปรตีน 31g 122g
ไขมัน 9g 35g
ไขมันอิ่มตัว 1g 5g
ไขมันไม่อิ่มตัว 8g 30g
ไฟเบอร์ 32g 130g
ไฟเบอร์ละลายน้ำ 1g 2g
ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ 1g 5g
โซเดียม 1720mg 6880mg

การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์

high: 140 ↑ high: 140 mg/dL mg/dL
มื้อนี้

ถ้าคุณ...

โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์

🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ

แครอท Zucchini, Green Beans, Cauliflower

แครอทมีดัชนีน้ำตาลระดับปานกลาง (35-92 ขึ้นอยู่กับการปรุง) ส่วนซูกินี ถั่วแขก และดอกกะหล่ำเป็นผักที่ไม่มีแป้งซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยมาก ช่วยให้ค่าโหลดน้ำตาลต่ำลงในขณะที่ยังช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสและสารอาหาร

หอมหัวใหญ่สีเหลือง Leeks (Green Parts Only), Scallions (Green Parts), Shallots

การใช้ส่วนสีเขียวของต้นกระเทียมหรือต้นหอมจะให้รสชาติคล้ายหอมหัวใหญ่แต่มีน้ำตาลธรรมชาติน้อยกว่า ช่วยลดผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดในขณะที่ยังคงความหอมเข้มข้นเอาไว้

ถั่วลันเตาซีก Green Lentils, Black Lentils, Mung Beans

แม้ถั่วลันเตาซีกจะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) อยู่ที่ 25-32 แต่เลนทิลเขียวและดำมีค่า GI ต่ำกว่าเล็กน้อย (21-25) และสุกเร็วกว่า ซึ่งช่วยลดการแตกตัวของแป้ง ส่วนถั่วเขียวก็มีค่า GI ต่ำประมาณ 25-31 และมีความหนาแน่นของคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่า ช่วยลดภาระน้ำตาล (glycemic load) ลงไปอีก

น้ำสต๊อกผัก Bone Broth, Mushroom Broth, Homemade Low-Sodium Vegetable Broth

น้ำสต๊อกผักสำเร็จรูปมักมีการเติมน้ำตาลหรือใช้ผักที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง การใช้น้ำสต๊อกเห็ดหรือทำเองจะช่วยให้เราควบคุมส่วนผสมได้ และตัดน้ำตาลแฝงที่อาจทำให้ค่าภาระน้ำตาลรวมของซุปสูงขึ้น

🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้

ทำไมสูตรนี้ถึงดีต่อการรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือด

ซุปถั่วลันเตาซีกวีแกนนี้คือตัวจริงเรื่องการคุมน้ำตาลในเลือดด้วยวัตถุดิบหลักอย่างถั่วลันเตาซีก ถั่วชนิดนี้อัดแน่นไปด้วยใยอาหารที่ละลายน้ำได้และแป้งทนการย่อย ซึ่งช่วยชะลอการย่อยและทำให้ร่างกายค่อยๆ ปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดแทนที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถั่วลันเตาซีกมีกากใยประมาณ 16 กรัมต่อหนึ่งถ้วย และกากใยนี้จะก่อตัวเป็นลักษณะคล้ายเจลในทางเดินอาหาร ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้อย่างแท้จริง ปริมาณโปรตีน (ประมาณ 16 กรัมต่อถ้วย) ยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้น โดยการกระตุ้นการตอบสนองของอินซูลินอย่างค่อยเป็นค่อยไป การผสมผสานนี้เองที่ทำให้ถั่วลันเตาซีกมีค่า GI ต่ำอย่างน่าทึ่งเพียง 29 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 55 ของอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำมาก

ผักส่วนผสมอื่นๆ ก็ช่วยเสริมการป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดอีกแรง หอมหัวใหญ่มีสารเคอร์เซติน ซึ่งเป็นสารประกอบที่อาจช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน ในขณะที่กระเทียมมีผลการศึกษาว่าช่วยสนับสนุนการเผาผลาญกลูโคสที่ดีต่อสุขภาพ น้ำมันมะกอกคือส่วนสำคัญในที่นี้ เพราะไขมันดีจะช่วยชะลอการระบายอาหารออกจากกระเพาะอาหาร หมายความว่าอาหารจะค่อยๆ ออกจากกระเพาะอย่างช้าๆ และช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงหลังมื้ออาหาร แครอท แม้จะมีชื่อเสียงเรื่องน้ำตาล แต่เมื่อปรุงในลักษณะนี้จะส่งผลต่อระดับน้ำตาลน้อยมาก เพราะน้ำตาลธรรมชาติของมันจะถูกชะลอด้วยกากใยและไขมันในจานนี้

การเข้าใจเรื่องค่าโหลดน้ำตาล (Glycemic Load หรือ GL) คือหัวใจสำคัญ เพราะมันคำนวณทั้งคุณภาพและปริมาณของคาร์โบไฮเดรต ด้วยค่า 23.7 ต่อมื้อ ซุปนี้จึงอยู่ในระดับ "ปานกลาง" แต่ก็ยังถือว่ายอดเยี่ยมมากสำหรับมื้ออาหารที่สมบูรณ์และอิ่มท้อง เพื่อให้การตอบสนองของน้ำตาลในเลือดดียิ่งขึ้น ให้เริ่มมื้ออาหารด้วยสลัดผักใบเขียวจานเล็กๆ และลองไปเดินเล่นสัก 10-15 นาทีหลังทานเสร็จ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อดูดซึมกลูโคสไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สูตรที่เกี่ยวข้อง

Food diary cheat sheet

PDF ฟรี — 3 หน้า

สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์

บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์

ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ