- หน้าแรก
- /
- สูตร GI ต่ำ
- /
- ซุปถั่วลันเตาซีกแบบวีแกน สูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ
ซุปถั่วลันเตาซีกแบบวีแกน สูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ
ซุปถั่วลันเตาซีกที่เป็นมิตรต่อระดับน้ำตาลในเลือด อัดแน่นไปด้วยถั่วและผักที่มีกากใยสูง เมนูจากพืชที่ทำให้อิ่มท้องนานโดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง
ซุปถั่วลันเตาซีกสูตรวีแกนที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารนี้คือที่สุดของเมนูเพื่อสุขภาพ เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) เพียง 29 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในถั่วที่ดีที่สุดสำหรับการคุมระดับน้ำตาลในเลือด การผสมผสานระหว่างใยอาหารที่ละลายน้ำได้จากถั่วลันเตาซีกและแป้งทนการย่อย (resistant starch) ช่วยให้การดูดซึมกลูโคสช้าลง ในขณะที่ผักสมุนไพรต่างๆ ช่วยเพิ่มสารอาหารโดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
สิ่งที่ทำให้ซุปนี้มีประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญเป็นพิเศษคือปริมาณโปรตีนและกากใยที่สูงจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป ถั่วลันเตาซีกให้กากใยถึง 16 กรัมต่อหนึ่งถ้วย ซึ่งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ได้นานหลายชั่วโมงหลังทาน การเติมไขมันดีจากน้ำมันมะกอกช่วยให้การย่อยช้าลงไปอีก ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ต่างจากซุปแบบครีมหรือซุปที่ใส่มันฝรั่งขาว สูตรนี้ใช้เพียงผักและถั่วที่มีค่า GI ต่ำเท่านั้น
เพื่อการควบคุมน้ำตาลในเลือดที่ดีที่สุด ควรทานซุปนี้เป็นมื้อหลักคู่กับผักใบเขียว แต่ละหน่วยบริโภคมีปริมาณซุปประมาณ 1.5 ถ้วยตวง ให้คาร์โบไฮเดรตที่สมดุล 48 กรัม พร้อมกากใย 12 กรัม ส่งผลให้มีค่าโหลดน้ำตาลระดับปานกลางที่ 23.7 ต่อมื้อ น้ำเลมอนและซอสทามาริช่วยเพิ่มมิติของรสชาติโดยแทบไม่ส่งผลต่อปริมาณคาร์โบไฮเดรต นี่เป็นเมนูที่เหมาะมากสำหรับการทำล่วงหน้า เพราะรสชาติจะยิ่งดีขึ้นเมื่อค้างคืน ช่วยให้การกินอาหารที่ดีต่อระดับน้ำตาลเป็นเรื่องสะดวกและอร่อย
ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด
ซุปนี้ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำถึงปานกลาง เนื่องจากมีค่า GI 29 และค่าโหลดน้ำตาลระดับปานกลางที่ 23.7 ถั่วลันเตาซีกให้กากใยและโปรตีนที่ช่วยให้การย่อยช้าลง ส่งผลให้มีการปล่อยกลูโคสอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีพลังงานคงที่นาน 3-4 ชั่วโมง
เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด
- ✓ Add a tablespoon of olive oil or a handful of nuts on top to further slow digestion and reduce the glycemic response
- ✓ Eat the soup slowly over 15-20 minutes rather than consuming it quickly, as this allows your body to better regulate insulin release
- ✓ Pair with a side of non-starchy vegetables like a green salad to add more fiber and reduce the overall glycemic impact of the meal
🥗 ส่วนผสม
- 2 tbsp น้ำมันมะกอก
- 1 pcs หอมหัวใหญ่ลูกใหญ่ สับ
- 1 cup เซเลอรี่ สับ
- 1 cup แครอท สับ
- 3 pcs กระเทียม สับละเอียด
- 2 pcs ใบกระวาน
- 0.5 tsp พริกไทยดำ
- 0.5 tsp เกลือทะเล
- 1 tbsp ไทม์สด
- 1 tsp ออริกาโน่แห้ง
- 0.5 tsp พริกปาปริก้ารมควัน
- 454 g ถั่วลันเตาซีกแห้ง ล้างน้ำให้สะอาด
- 1420 ml น้ำสต๊อกผัก
- 2 tsp ซอสทามาริ
- 1 tbsp น้ำเลมอนสด
- 2 tbsp พาร์สลีย์สดสับ สำหรับตกแต่ง
- 2 tbsp น้ำมันมะกอก
- 1 pcs หอมหัวใหญ่ลูกใหญ่ สับ
- 1 cup เซเลอรี่ สับ
- 1 cup แครอท สับ
- 3 pcs กระเทียม สับละเอียด
- 2 pcs ใบกระวาน
- 0.5 tsp พริกไทยดำ
- 0.5 tsp เกลือทะเล
- 1 tbsp ไทม์สด
- 1 tsp ออริกาโน่แห้ง
- 0.5 tsp พริกปาปริก้ารมควัน
- 1.0 lb ถั่วลันเตาซีกแห้ง ล้างน้ำให้สะอาด
- 6.0 cups น้ำสต๊อกผัก
- 2 tsp ซอสทามาริ
- 1 tbsp น้ำเลมอนสด
- 2 tbsp พาร์สลีย์สดสับ สำหรับตกแต่ง
👨🍳 วิธีทำ
- 1
ตั้งน้ำมันมะกอกในหม้อดัตช์โอเว่นใบใหญ่หรือหม้อก้นหนาด้วยไฟกลาง พอเริ่มร้อนให้ใส่หอมหัวใหญ่สับ เซเลอรี แครอท และกระเทียมสับลงไป ผัดผักไปเรื่อยๆ คอยคนเป็นระยะจนเริ่มมีกลิ่นหอมและนิ่มลง ใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที ให้ผักนิ่มแต่ไม่ต้องถึงกับเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
- 2
ใส่ใบเบย์ พริกไทยดำ เเกลือทะเล ไทม์สด ออริกาโน่แห้ง และพริกปาปริก้ารมควันลงไปผัดกับผักที่นิ่มแล้ว คนต่อเนื่องประมาณ 1 นาทีเพื่อให้เครื่องเทศโดนความร้อนและส่งกลิ่นหอมออกมา ขั้นตอนนี้จะช่วยดึงรสชาติของซุปให้เข้มข้นขึ้น
- 3
ใส่ถั่วลันเตาซีกที่ล้างแล้วลงไป แล้วคนให้เข้ากับผักและเครื่องเทศจนทั่ว ผัดต่ออีกประมาณ 1 นาทีเพื่อให้ถั่วดูดซับรสชาติก่อนที่จะเติมของเหลวลงไป
- 4
เทน้ำสต๊อกผักลงในหม้อแล้วคนให้เข้ากัน เร่งไฟขึ้นจนเดือดพล่าน จากนั้นรีบลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ปิดฝาหม้อแล้วเคี่ยวซุปไปเรื่อยๆ ประมาณ 60 นาที หรือจนกว่าถั่วจะนิ่มสนิทและเริ่มเละ คอยคนเป็นระยะเพื่อไม่ให้ถั่วติดก้นหม้อ
- 5
เมื่อถั่วนิ่มและซุปข้นได้ที่ตามต้องการแล้ว ให้ตักใบเบย์และก้านไทม์ออกทิ้งไป ใส่ซอสทามาริและน้ำเลมอนสดลงไปคนให้เข้ากัน ซึ่งจะช่วยชูรสชาติและเพิ่มความเปรี้ยวเล็กน้อย ลองชิมรสแล้วปรุงเพิ่มด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ
- 6
เพื่อการคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีที่สุด ควรพักซุปให้เย็นลงเล็กน้อยก่อนเสิร์ฟ เพราะจะช่วยให้เกิดแป้งทนการย่อย (resistant starch) ซึ่งช่วยลดค่าดัชนีน้ำตาลลงไปอีก ตักซุปใส่ชามแล้วโรยหน้าด้วยพาร์สลีย์สับและพริกไทยดำป่น ถ้าชอบรสชาติแบบชีสๆ แต่ไม่กินนมวัว สามารถโรยนูทริชั่นแนล ยีสต์ (nutritional yeast) ลงไปเล็กน้อยได้
- 7
เก็บซุปที่เหลือในภาชนะปิดสนิทในตู้เย็นได้นาน 5 วัน หรือแช่แข็งได้นาน 3 เดือน ซุปจะข้นขึ้นเมื่อทิ้งไว้ เวลาจะอุ่นกินก็แค่เติมน้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่าเพิ่มลงไปเพื่อให้ได้ความข้นตามชอบ ซุปนี้เข้ากันได้ดีมากกับสลัดผักใบเขียวจานใหญ่ โดยแนะนำให้กินสลัดก่อนเพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ยิ่งขึ้น
📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ
| ต่อหนึ่งเสิร์ฟ | ทั้งจาน | |
|---|---|---|
| แคลอรี | 520 | 2078 |
| คาร์โบไฮเดรต | 83g | 333g |
| น้ำตาล | 16g | 64g |
| น้ำตาลธรรมชาติ | 16g | 64g |
| โปรตีน | 31g | 122g |
| ไขมัน | 9g | 35g |
| ไขมันอิ่มตัว | 1g | 5g |
| ไขมันไม่อิ่มตัว | 8g | 30g |
| ไฟเบอร์ | 32g | 130g |
| ไฟเบอร์ละลายน้ำ | 1g | 2g |
| ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ | 1g | 5g |
| โซเดียม | 1720mg | 6880mg |
การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์
ถ้าคุณ...
โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ
แครอทมีดัชนีน้ำตาลระดับปานกลาง (35-92 ขึ้นอยู่กับการปรุง) ส่วนซูกินี ถั่วแขก และดอกกะหล่ำเป็นผักที่ไม่มีแป้งซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยมาก ช่วยให้ค่าโหลดน้ำตาลต่ำลงในขณะที่ยังช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสและสารอาหาร
การใช้ส่วนสีเขียวของต้นกระเทียมหรือต้นหอมจะให้รสชาติคล้ายหอมหัวใหญ่แต่มีน้ำตาลธรรมชาติน้อยกว่า ช่วยลดผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดในขณะที่ยังคงความหอมเข้มข้นเอาไว้
แม้ถั่วลันเตาซีกจะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) อยู่ที่ 25-32 แต่เลนทิลเขียวและดำมีค่า GI ต่ำกว่าเล็กน้อย (21-25) และสุกเร็วกว่า ซึ่งช่วยลดการแตกตัวของแป้ง ส่วนถั่วเขียวก็มีค่า GI ต่ำประมาณ 25-31 และมีความหนาแน่นของคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่า ช่วยลดภาระน้ำตาล (glycemic load) ลงไปอีก
น้ำสต๊อกผักสำเร็จรูปมักมีการเติมน้ำตาลหรือใช้ผักที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง การใช้น้ำสต๊อกเห็ดหรือทำเองจะช่วยให้เราควบคุมส่วนผสมได้ และตัดน้ำตาลแฝงที่อาจทำให้ค่าภาระน้ำตาลรวมของซุปสูงขึ้น
🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้
ทำไมสูตรนี้ถึงดีต่อการรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือด
ซุปถั่วลันเตาซีกวีแกนนี้คือตัวจริงเรื่องการคุมน้ำตาลในเลือดด้วยวัตถุดิบหลักอย่างถั่วลันเตาซีก ถั่วชนิดนี้อัดแน่นไปด้วยใยอาหารที่ละลายน้ำได้และแป้งทนการย่อย ซึ่งช่วยชะลอการย่อยและทำให้ร่างกายค่อยๆ ปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดแทนที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถั่วลันเตาซีกมีกากใยประมาณ 16 กรัมต่อหนึ่งถ้วย และกากใยนี้จะก่อตัวเป็นลักษณะคล้ายเจลในทางเดินอาหาร ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้อย่างแท้จริง ปริมาณโปรตีน (ประมาณ 16 กรัมต่อถ้วย) ยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้น โดยการกระตุ้นการตอบสนองของอินซูลินอย่างค่อยเป็นค่อยไป การผสมผสานนี้เองที่ทำให้ถั่วลันเตาซีกมีค่า GI ต่ำอย่างน่าทึ่งเพียง 29 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 55 ของอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำมาก
ผักส่วนผสมอื่นๆ ก็ช่วยเสริมการป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดอีกแรง หอมหัวใหญ่มีสารเคอร์เซติน ซึ่งเป็นสารประกอบที่อาจช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน ในขณะที่กระเทียมมีผลการศึกษาว่าช่วยสนับสนุนการเผาผลาญกลูโคสที่ดีต่อสุขภาพ น้ำมันมะกอกคือส่วนสำคัญในที่นี้ เพราะไขมันดีจะช่วยชะลอการระบายอาหารออกจากกระเพาะอาหาร หมายความว่าอาหารจะค่อยๆ ออกจากกระเพาะอย่างช้าๆ และช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงหลังมื้ออาหาร แครอท แม้จะมีชื่อเสียงเรื่องน้ำตาล แต่เมื่อปรุงในลักษณะนี้จะส่งผลต่อระดับน้ำตาลน้อยมาก เพราะน้ำตาลธรรมชาติของมันจะถูกชะลอด้วยกากใยและไขมันในจานนี้
การเข้าใจเรื่องค่าโหลดน้ำตาล (Glycemic Load หรือ GL) คือหัวใจสำคัญ เพราะมันคำนวณทั้งคุณภาพและปริมาณของคาร์โบไฮเดรต ด้วยค่า 23.7 ต่อมื้อ ซุปนี้จึงอยู่ในระดับ "ปานกลาง" แต่ก็ยังถือว่ายอดเยี่ยมมากสำหรับมื้ออาหารที่สมบูรณ์และอิ่มท้อง เพื่อให้การตอบสนองของน้ำตาลในเลือดดียิ่งขึ้น ให้เริ่มมื้ออาหารด้วยสลัดผักใบเขียวจานเล็กๆ และลองไปเดินเล่นสัก 10-15 นาทีหลังทานเสร็จ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อดูดซึมกลูโคสไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สูตรที่เกี่ยวข้อง
PDF ฟรี — 3 หน้า
สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์
บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์
ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ