← กลับไปที่สูตรอาหาร
สลัดข้าวบาร์เลย์และฟักทองบัตเตอร์นัทอบ ราดน้ำสลัดบัลซามิก - สูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ
ดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวาน มังสวิรัติ ปราศจากนม ปานกลาง

สลัดข้าวบาร์เลย์และฟักทองบัตเตอร์นัทอบ ราดน้ำสลัดบัลซามิก

สลัดที่อุดมไปด้วยสารอาหารและไฟเบอร์สูง ใช้ข้าวบาร์เลย์ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำและฟักทองอบ เหมาะสำหรับช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และให้พลังงานต่อเนื่องตลอดวัน

15 min
เวลาเตรียม
30 min
เวลาปรุงอาหาร
45 min
เวลาทั้งหมด
8
จำนวนที่เสิร์ฟ

สลัดสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนสีสันสดใสจานนี้คือตัวช่วยชั้นดีในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีหัวใจหลักคือข้าวบาร์เลย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธัญพืชที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำที่สุดเพียง 28 เท่านั้น การผสมผสานระหว่างข้าวบาร์เลย์ที่มีกากใยสูง ฟักทองบัตเตอร์นัทอบ และบรอกโคลีเทนเดอร์สเต็ม ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ

เคล็ดลับของสูตรนี้อยู่ที่การจับคู่ส่วนผสมอย่างลงตัว ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ (เบต้ากลูแคน) ในข้าวบาร์เลย์จะช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส ในขณะที่ไขมันดีจากน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์และเมล็ดฟักทองจะช่วยควบคุมการตอบสนองของระดับน้ำตาลให้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าฟักทองบัตเตอร์นัทจะมีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง (27-75) หากกินเดี่ยวๆ แต่ในสูตรนี้เราควบคุมปริมาณให้เหมาะสม (ประมาณ 150 กรัมต่อที่) และกินคู่กับข้าวบาร์เลย์ที่มีค่า GI ต่ำ เมล็ดธัญพืชที่ให้โปรตีน และไขมันดี ทำให้ผลกระทบต่อระดับน้ำตาลลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ บรอกโคลียังมีโครเมียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมการทำงานของอินซูลินอีกด้วย

สลัดจานนี้ทานเป็นมื้อหลักหรือเครื่องเคียงก็ได้ เพื่อการควบคุมระดับน้ำตาลที่ดีที่สุด แนะนำให้ทานที่อุณหภูมิห้องหรือแบบอุ่นเล็กน้อย และลองทานบรอกโคลีกับผักใบเขียวก่อนเพื่อเตรียมระบบย่อยอาหาร สูตรนี้เก็บไว้ได้นานถึงสามวัน จึงเหมาะมากสำหรับการทำเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะรสชาติจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อข้าวบาร์เลย์ดูดซับน้ำสลัดบัลซามิกเข้าไป แต่ละที่ให้ไฟเบอร์ประมาณ 8-10 กรัม และมีค่าภาระน้ำตาล (Glycemic Load) ต่ำเพียง 12.8 จึงเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับใครก็ตามที่กำลังดูแลระดับน้ำตาลในเลือด

ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด

12.8
ค่าภาระน้ำตาล
MEDIUM

มื้อนี้ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างน้อยถึงปานกลาง เพราะมีทั้งข้าวบาร์เลย์ ฟักทอง และผักต่างๆ ที่มีไฟเบอร์สูง ระดับน้ำตาลจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และให้พลังงานคงที่นาน 4-5 ชั่วโมง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการควบคุมน้ำตาล

เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด

  • Eat the broccoli and other vegetables first before the barley and squash to slow glucose absorption through increased fiber intake
  • Add a protein source like grilled chicken, chickpeas, or feta cheese to further blunt the glycemic response and increase satiety
  • Take a 10-15 minute walk after eating to help muscles absorb glucose and reduce post-meal blood sugar elevation

🥗 ส่วนผสม

👨‍🍳 วิธีทำ

  1. 1

    วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส (400 องศาฟาเรนไฮต์) เตรียมไว้ก่อนครับ นำบัตเตอร์นัทสควอชที่หั่นเต๋าแล้ววางเรียงบนถาดอบใบใหญ่ พรมน้ำมันมะกอกลงไป 2 ช้อนโต๊ะ แล้วคลุกเคล้าให้ทั่ว ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยนิดหน่อย จากนั้นนำไปอบประมาณ 25-30 นาที จนเนื้อนุ่มและขอบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลสวย (อย่าลืมกลับด้านตอนผ่านไปครึ่งทางด้วยนะ) การเคลือบน้ำมันบางๆ แบบนี้จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลได้ดีครับ

  2. 2

    ระหว่างที่รออบฟักทอง ให้ตั้งหม้อต้มน้ำใส่เกลือจนเดือด ใส่ข้าวบาร์เลย์ลงไปต้มประมาณ 25-30 นาที หมั่นคนเป็นพักๆ จนเมล็ดข้าวนุ่มแต่ยังมีความหนึบสู้ฟัน (แบบ al dente) ข้าวควรจะนุ่มพอที่จะทานอร่อยแต่ไม่เละจนเกินไปครับ การต้มเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ให้ต่ำไว้

  3. 3

    มาทำน้ำสลัดบัลซามิกกันครับ ผสมน้ำส้มสายชูบัลซามิก 3 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น 4 ช้อนโต๊ะ ดิจองมัสตาร์ด 1 ช้อนชา และกระเทียมสับละเอียดลงในถ้วยใบเล็ก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำป่นตามชอบ แล้วตีให้เข้ากันจนน้ำสลัดเนียนเป็นเนื้อเดียวและข้นขึ้นนิดหน่อย ไขมันดีจากน้ำสลัดตัวนี้จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลช้าลงครับ

  4. 4

    พอข้าวบาร์เลย์สุกแล้ว ให้กรองน้ำออกด้วยกระชอนตาถี่แล้วตักใส่ชามผสมใบใหญ่ จากนั้นรีบราดน้ำสลัดบัลซามิกลงไปตอนที่ข้าวยังร้อนๆ แล้วคลุกให้ทั่วเพื่อให้รสชาติซึมเข้าเนื้อ พักทิ้งไว้ให้เย็นลงในอุณหภูมิห้อง คอยคนเป็นระยะ วิธีนี้จะช่วยให้ข้าวดูดซับน้ำสลัดได้ดี และช่วยสร้างแป้งต้านทานการย่อย (resistant starch) ซึ่งดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากขึ้นไปอีกครับ

  5. 5

    ตั้งหม้อต้มน้ำใส่เกลือให้เดือด แล้วใส่บรอกโคลีเทนเดอร์สเต็มลงไป ลวกประมาณ 3-4 นาทีพอให้นุ่มและยังมีสีเขียวสด (เน้นให้ยังมีความกรอบอยู่นะครับ) เสร็จแล้วรีบตักขึ้นน็อกน้ำเย็นทันทีเพื่อหยุดความร้อนและรักษาความสดของสี จากนั้นซับน้ำให้แห้งด้วยผ้าสะอาด

  6. 6

    นำบัตเตอร์นัทสควอชออกจากเตาอบมาพักให้คลายร้อน พอข้าวบาร์เลย์เย็นลงแล้ว ให้ใส่ฟักทองอบ บรอกโคลีลวก มะเขือเทศอบแห้งหั่นชิ้น หอมแดงหั่นเต๋า เมล็ดฟักทอง เคเปอร์ (ล้างน้ำก่อนนะ) และมะกอกดำไร้เมล็ดลงในชามผสม

  7. 7

    ใส่ใบโหระพาสับลงไป แล้วค่อยๆ คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ระวังอย่าให้เนื้อฟักทองเละนะครับ ลองชิมรสดูแล้วปรุงเพิ่มด้วยเกลือ พริกไทย หรือเหยาะบัลซามิกเพิ่มได้ตามชอบเลย จะเสิร์ฟแบบอุณหภูมิห้องหรือแบบแช่เย็นก็อร่อยครับ สลัดจานนี้เก็บในกล่องปิดสนิทแช่ตู้เย็นได้นานถึง 3 วัน และถ้าอยากคุมระดับน้ำตาลให้ดีที่สุด แนะนำให้ทานผักก่อนแล้วค่อยตามด้วยข้าวบาร์เลย์และฟักทองนะครับ

📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ

ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ทั้งจาน
แคลอรี 276 2208
คาร์โบไฮเดรต 35g 282g
น้ำตาล 10g 77g
น้ำตาลธรรมชาติ 10g 77g
โปรตีน 6g 46g
ไขมัน 15g 118g
ไขมันอิ่มตัว 2g 17g
ไขมันไม่อิ่มตัว 13g 101g
ไฟเบอร์ 7g 53g
ไฟเบอร์ละลายน้ำ 1g 6g
ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ 2g 13g
โซเดียม 146mg 1170mg

การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์

high: 140 ↑ high: 140 mg/dL mg/dL
มื้อนี้

ถ้าคุณ...

โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์

🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ

ข้าวบาร์เลย์ Hulled Barley, Steel-Cut Oats, Quinoa

ข้าวบาร์เลย์แบบไม่ขัดสี (Hulled barley) มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า (25-30) เมื่อเทียบกับข้าวบาร์เลย์ทั่วไป (35) เพราะยังมีไฟเบอร์อยู่มากกว่า ส่วนสตีลคัทโอ๊ตและควินัวก็มีค่า GI ต่ำเช่นกัน และช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง

ฟักทองบัตเตอร์นัท Zucchini, Cauliflower, Bell Peppers

ฟักทองบัตเตอร์นัทมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) อยู่ที่ 51 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนซูกินี กะหล่ำดอก และพริกหวานเป็นผักที่ไม่มีแป้งและมีค่า GI ต่ำกว่า 15 ซึ่งช่วยลดค่าภาระน้ำตาล (glycemic load) โดยรวมของอาหารจานนี้ลงได้มาก

น้ำส้มสายชูบัลซามิก Apple Cider Vinegar, Red Wine Vinegar, Lemon Juice

น้ำส้มสายชูบัลซามิกมีน้ำตาลตามธรรมชาติ (ประมาณ 2-3 กรัมต่อช้อนโต๊ะ) มากกว่าน้ำส้มสายชูชนิดอื่น ส่วนน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล น้ำส้มสายชูไวน์แดง และน้ำเลมอน มีน้ำตาลน้อยมากจนแทบไม่มีเลย และอาจช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้นด้วย

มะเขือเทศอบแห้ง Fresh Tomatoes, Roasted Red Peppers

มะเขือเทศอบแห้งมีความเข้มข้นสูงและมีน้ำตาลต่อส่วนเสิร์ฟ (ประมาณ 2-3 กรัมต่อช้อนโต๊ะ) มากกว่ามะเขือเทศสด การใช้มะเขือเทศสดและพริกหวานสีแดงย่างจะให้รสชาติที่ใกล้เคียงกันแต่มีน้ำตาลน้อยกว่า และส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า

🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้

สลัดจานนี้คือตัวอย่างที่ดีของการกินเพื่อคุมน้ำตาล โดยมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำเพียง 27 และค่าภาระน้ำตาล (GL) แค่ 12.8 ต่อที่ พระเอกของจานนี้คือข้าวบาร์เลย์ ธัญพืชเต็มเมล็ดที่อัดแน่นไปด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่เรียกว่าเบต้ากลูแคน ไฟเบอร์ชนิดนี้จะเปลี่ยนสภาพเป็นเจลในระบบทางเดินอาหาร ช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตและค่อยๆ ปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อทานคู่กับฟักทองบัตเตอร์นัทที่มีไฟเบอร์สูง ข้าวบาร์เลย์จะยิ่งช่วยลดการพุ่งขึ้นของน้ำตาลได้ดียิ่งขึ้น

การใส่บรอกโคลีและมะเขือเทศอบแห้งไม่ได้ให้แค่รสชาติและสารอาหารเท่านั้น บรอกโคลีมีคาร์โบไฮเดรตต่ำมากแต่มีไฟเบอร์และสารประกอบจากพืชสูง ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น ส่วนมะเขือเทศอบแห้งให้สารอาหารที่มีประโยชน์โดยไม่เพิ่มคาร์โบไฮเดรตมากนัก และน้ำมันมะกอกยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบเผาผลาญ ไขมันดีในน้ำมันมะกอกจะช่วยชะลอการระบายอาหารออกจากกระเพาะ ทำให้ร่างกายใช้เวลาย่อยนานขึ้น ซึ่งหมายถึงการปล่อยน้ำตาลที่ค่อยเป็นค่อยไป ป้องกันอาการเพลียหรือหิวเร็วหลังกินเสร็จ

เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ลองทานบรอกโคลีและผักอื่นๆ ก่อน แล้วตามด้วยข้าวบาร์เลย์และฟักทอง กลยุทธ์ "การลำดับการกิน" นี้สามารถลดการพุ่งสูงของน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้ถึง 73% ในบางงานวิจัย และถ้าได้เดินเล่นสัก 15 นาทีหลังทานสลัดจานนี้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณคงที่ยิ่งขึ้นไปอีก

สูตรที่เกี่ยวข้อง

Food diary cheat sheet

PDF ฟรี — 3 หน้า

สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์

บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์

ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ