- หน้าแรก
- /
- สูตร GI ต่ำ
- /
- เค้กช็อกโกแลตอัลมอนด์ไร้แป้ง
เค้กช็อกโกแลตอัลมอนด์ไร้แป้ง
ของหวานรสเข้มข้นที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำตามธรรมชาติ ทำจากดาร์กช็อกโกแลตและเนยอัลมอนด์ โดยไม่ใช้แป้งขัดขาวหรือน้ำตาลทราย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งสุดพรีเมียมก้อนนี้ดึงเอาประโยชน์จากวัตถุดิบที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมาใช้ เพื่อให้เป็นของหวานที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง เราใช้ดาร์กช็อกโกแลต 70%, เนยอัลมอนด์แท้ และไข่ไก่เป็นส่วนผสมหลัก จึงไม่ต้องใช้แป้งขัดขาว และใช้น้ำตาลน้อยที่สุดโดยเติมแค่น้ำเชื่อมเมเปิลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ปริมาณโกโก้ที่สูงในดาร์กช็อกโกแลตให้สารฟลาโวนอยด์ที่มีประโยชน์ และมีผลกระทบต่อระดับน้ำตาลน้อยกว่าเมื่อเทียบกับมิลค์ช็อกโกแลต ส่วนเนยอัลมอนด์ก็มีไขมันดีและโปรตีนที่ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส ในขณะที่ไข่ไก่ช่วยให้เค้กเซ็ตตัวและเพิ่มโปรตีน น้ำเชื่อมเมเปิลปริมาณเพียงเล็กน้อย (ไม่ถึง 1 ช้อนชาต่อชิ้น) ช่วยเพิ่มความหวานละมุนโดยไม่ทำให้ร่างกายรับน้ำตาลมากเกินไป เราใช้แป้งอัลมอนด์แทนแป้งสาลีทั่วไป เพื่อรักษาค่าภาระน้ำตาล (glycemic load) ให้ต่ำ พร้อมทั้งเพิ่มกากใยและสารอาหาร
เพื่อการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีที่สุด แนะนำให้ทานเค้กนี้หลังมื้ออาหารที่มีโปรตีนสูง และทานคู่กับเบอร์รี่สด เพราะกากใยในเบอร์รี่จะช่วยชะลอการตอบสนองของกลูโคสได้ดียิ่งขึ้น การผสมผสานระหว่างไขมัน โปรตีน และสารให้ความหวานจากธรรมชาติในปริมาณที่น้อยมาก ทำให้เค้กนี้เป็นตัวเลือกของหวานที่เหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพและระดับน้ำตาล โดยเค้ก 1 ชิ้น (60 กรัม) มีคาร์โบไฮเดรตสุทธิ (net carbohydrates) ประมาณ 12 กรัม และมีค่าภาระน้ำตาลเพียง 2.7 เท่านั้น
ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด
ส่งผลกระทบต่ำถึงปานกลาง โดยระดับน้ำตาลจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากมีค่า GI ต่ำที่ 38 และค่าภาระน้ำตาล (GL) เพียง 2.7 การรวมตัวกันของไขมันดีจากเนยอัลมอนด์และดาร์กช็อกโกแลต บวกกับโปรตีนจากไข่ไก่ จะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานที่คงที่นาน 2-3 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการน้ำตาลพุ่งสูงอย่างรุนแรง
เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด
- ✓ Eat this dessert after a protein-rich meal rather than on an empty stomach to further blunt any blood sugar response
- ✓ Pair with a handful of nuts or a small portion of Greek yogurt to add extra protein and fat for even better blood sugar stability
- ✓ Take a 10-15 minute walk after eating to help muscles absorb glucose and minimize any post-dessert blood sugar elevation
🥗 ส่วนผสม
- 200 g ดาร์กช็อกโกแลต 70% สับละเอียด
- 175 g เนยอัลมอนด์หรือเนยเฮเซลนัตแบบไม่หวาน
- 4 tbsp อัลมอนด์ป่นหรือเฮเซลนัตป่น
- 2 tbsp เมเปิลไซรัปแท้
- 2 tsp กลิ่นวานิลลาแท้
- 1 tsp เกลือทะเล
- 150 g เบอร์รี่รวมสดสำหรับแต่งหน้า
- 7.1 oz ดาร์กช็อกโกแลต 70% สับละเอียด
- 6.2 oz เนยอัลมอนด์หรือเนยเฮเซลนัตแบบไม่หวาน
- 4 tbsp อัลมอนด์ป่นหรือเฮเซลนัตป่น
- 2 tbsp เมเปิลไซรัปแท้
- 2 tsp กลิ่นวานิลลาแท้
- 1 tsp เกลือทะเล
- 5.3 oz เบอร์รี่รวมสดสำหรับแต่งหน้า
- 0.4 oz ใบสะระแหน่สดสำหรับตกแต่ง
👨🍳 วิธีทำ
- 1
วางตะแกรงอบไว้ตรงกลางเตาแล้วอุ่นเตาอบรอที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เตรียมพิมพ์ถอดก้นได้ขนาด 20 เซนติเมตร โดยทาเนยหรือน้ำมันให้ทั่วขอบด้านใน จากนั้นรองก้นพิมพ์ด้วยกระดาษไขที่ตัดให้พอดี
- 2
เตรียมหม้อตุ๋น (double boiler) โดยวางชามทนความร้อนไว้บนหม้อที่มีน้ำเดือดรุมๆ สูงประมาณ 5 เซนติเมตร ใส่ดาร์กช็อกโกแลตสับลงในชามแล้วคนเป็นระยะจนละลายเนียนเป็นเนื้อเดียว ยกออกจากเตา ใส่เนยอัลมอนด์ลงไปแล้วใช้ตะกร้อมือคนจนส่วนผสมเงาสวยและเข้ากันดี พักทิ้งไว้ให้เย็นลงประมาณ 5 นาที
- 3
ตอกไข่ไก่อุณหภูมิห้องลงในชามผสมใบใหญ่ แล้วใช้เครื่องตีไข่ไฟฟ้าตีด้วยความเร็วปานกลางค่อนข้างสูงประมาณ 8-10 นาที จนไข่เปลี่ยนเป็นฟองสีนวล เนื้อข้น และฟูขึ้นเกือบสามเท่า การตีให้เข้าอากาศแบบนี้สำคัญมากเพื่อให้เนื้อเค้กนุ่มเบา
- 4
ใส่น้ำเชื่อมเมเปิล กลิ่นวานิลลา และเกลือลงในไข่ที่ตีจนฟูแล้ว ตีต่ออีกประมาณ 1 นาทีจนส่วนผสมเข้ากันดีและยังคงความฟูเบาอยู่
- 5
ใช้พายยางค่อยๆ ตะล่อมส่วนผสมช็อกโกแลตกับเนยอัลมอนด์ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะลงในฟองไข่ โดยใช้การปาดจากก้นชามขึ้นมาด้านบนอย่างเบามือ ค่อยๆ ทยอยใส่ส่วนผสมช็อกโกแลตทีละนิดแล้วตะล่อมไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาความฟูของอากาศไว้ พอเริ่มเข้ากันดีแล้วให้โรยอัลมอนด์ป่นลงไปแล้วตะล่อมต่อจนไม่เห็นเป็นเส้นสีแยกกัน
- 6
เทส่วนผสมลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ ใช้พายยางเกลี่ยหน้าให้เรียบจนถึงขอบ อบประมาณ 28-32 นาที จนหน้าเค้กดูเซ็ตตัวและเด้งกลับเบาๆ เมื่อลองแตะตรงกลาง เมื่อใช้ไม้จิ้มฟันเช็กควรจะมีเศษเค้กชื้นๆ ติดออกมาเล็กน้อย อย่าอบนานเกินไปเพื่อให้เนื้อเค้กยังคงความฉ่ำแบบฟัดจ์
- 7
นำเค้กออกจากเตาอบแล้วพักทิ้งไว้ในพิมพ์บนตะแกรงจนเย็นสนิทอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ตัวเค้กจะยุบตัวลงและอาจมีรอยแตกที่หน้าเค้กบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเค้กไร้แป้ง เมื่อเย็นสนิทแล้วจึงค่อยๆ ถอดพิมพ์ด้านข้างออก
- 8
ก่อนเสิร์ฟ ให้วางเบอร์รี่สดตกแต่งหน้าเค้กให้สวยงามและแซมด้วยใบสะระแหน่ ตัดแบ่งเป็น 16 ชิ้น โดยใช้มีดคมๆ เช็ดให้สะอาดทุกครั้งก่อนตัดแต่ละชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นจะมีน้ำหนักประมาณ 60 กรัม เพื่อการคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีที่สุด แนะนำให้ทานหลังมื้ออาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนทั้งโปรตีนและผัก
📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ
| ต่อหนึ่งเสิร์ฟ | ทั้งจาน | |
|---|---|---|
| แคลอรี | 186 | 2976 |
| คาร์โบไฮเดรต | 11g | 176g |
| น้ำตาล | 6g | 96g |
| น้ำตาลเพิ่ม | 3g | 40g |
| น้ำตาลธรรมชาติ | 4g | 56g |
| โปรตีน | 6g | 98g |
| ไขมัน | 14g | 226g |
| ไขมันอิ่มตัว | 4g | 66g |
| ไขมันไม่อิ่มตัว | 10g | 152g |
| ไฟเบอร์ | 3g | 53g |
| ไฟเบอร์ละลายน้ำ | 0g | 2g |
| ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ | 0g | 3g |
| โซเดียม | 151mg | 2416mg |
การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์
ถ้าคุณ...
โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ
สารให้ความหวานที่ไม่มีแคลอรีเหล่านี้ไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด (ค่า GI เป็น 0) เมื่อเทียบกับน้ำเชื่อมเมเปิลที่มีค่า GI 54 และมีคาร์โบไฮเดรต 13 กรัมต่อช้อนโต๊ะ ซึ่งจะช่วยลดค่าภาระน้ำตาลจากสารให้ความหวานให้แทบเป็นศูนย์
แป้งมะพร้าวมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า (45 เทียบกับ 60) และใช้ปริมาณน้อยกว่าเพราะมีใยอาหารสูง ส่วนแป้งลูพินมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 1 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เมื่อเทียบกับแป้งอัลมอนด์ที่มี 3 กรัม ซึ่งช่วยลดค่าภาระน้ำตาลลงไปอีก
การเลือกใช้เบอร์รี่ที่มีค่า GI ต่ำอย่างราสเบอร์รี่ (GI 25) และแบล็กเบอร์รี่ (GI 25) แทนเบอร์รี่รวม จะช่วยเลี่ยงผลไม้ที่มีค่า GI สูงกว่าอย่างบลูเบอร์รี่ (GI 53) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ในขณะที่ยังได้ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระ
ช็อกโกแลตที่มีเปอร์เซ็นต์โกโก้สูงจะมีน้ำตาลน้อยกว่ามาก โดยแบบ 90% มีน้ำตาลเพียง 3 กรัมต่อออนซ์ เมื่อเทียบกับแบบ 70% ที่มีน้ำตาล 6-8 กรัม ช่วยลดค่าภาระน้ำตาลแต่ยังคงรสชาติช็อกโกแลตที่เข้มข้นและสารโพลีฟีนอลที่มีประโยชน์
🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้
ทำไมเค้กชิ้นนี้ถึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง
เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งสูตรนี้มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมาก เพราะการเลือกใช้ไขมัน โปรตีน และน้ำตาลจากธรรมชาติในปริมาณที่น้อยอย่างลงตัว ดาร์กช็อกโกแลตและเนยอัลมอนด์ให้ไขมันดีที่ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคสได้อย่างมาก ส่วนไข่ไก่ก็ให้โปรตีนคุณภาพสูงที่ช่วยควบคุมการตอบสนองของน้ำตาลในเลือดอีกแรง ต่างจากเค้กทั่วไปที่ทำจากแป้งสาลีขัดขาวและน้ำตาลทราย สูตรนี้ใช้แป้งอัลมอนด์ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและกากใยสูง โดยมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 3 กรัมต่อ 1/4 ถ้วย เมื่อเทียบกับแป้งปกติที่มีถึง 23 กรัม ส่วนน้ำเชื่อมเมเปิลปริมาณเล็กน้อยก็ช่วยให้ความหวานเพียงพอโดยไม่ทำลายประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญจากวัตถุดิบอื่นๆ
ค่าภาระน้ำตาล (glycemic load) ที่ 2.7 ต่อชิ้นนั้นถือว่าต่ำมาก หมายความว่าของหวานจานนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณน้อยที่สุด ค่าภาระน้ำตาลจะพิจารณาทั้งคุณภาพ (ค่า GI 38) และปริมาณคาร์โบไฮเดรตในหนึ่งหน่วยบริโภคจริง ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนกว่าค่า GI เพียงอย่างเดียว โดยปกติค่าภาระน้ำตาลที่ต่ำกว่า 10 จะถือว่าต่ำ ซึ่งเค้กนี้มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์นั้นมาก เคล็ดลับอยู่ที่ไขมันและโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวกันชนระบบเผาผลาญ" (metabolic buffer) ซึ่งช่วยชะลอการย่อยอาหารและกระตุ้นฮอร์โมนที่ป้องกันไม่ให้ระดับกลูโคสพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรทานเค้กนี้หลังมื้ออาหารที่สมดุลแทนการทานตอนท้องว่าง เพราะอาหารที่อยู่ในระบบย่อยอาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลได้อีกขั้น หรืออาจจะทานคู่กับถั่วสักกำมือ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติสักนิดเพื่อเพิ่มโปรตีน และการเดินเล่นสั้นๆ ประมาณ 10 นาทีหลังทานของหวาน ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อดูดซึมกลูโคสได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ยิ่งขึ้นไปอีก
สูตรที่เกี่ยวข้อง
PDF ฟรี — 3 หน้า
สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์
บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์
ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ