← กลับไปที่สูตรอาหาร
เค้กช็อกโกแลตเฮเซลนัทไร้แป้ง - สูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ
ดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวาน ปราศจากกลูเตน ปราศจากนม ปานกลาง

เค้กช็อกโกแลตอัลมอนด์ไร้แป้ง

ของหวานรสเข้มข้นที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำตามธรรมชาติ ทำจากดาร์กช็อกโกแลตและเนยอัลมอนด์ โดยไม่ใช้แป้งขัดขาวหรือน้ำตาลทราย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

20 min
เวลาเตรียม
30 min
เวลาปรุงอาหาร
50 min
เวลาทั้งหมด
16
จำนวนที่เสิร์ฟ

เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งสุดพรีเมียมก้อนนี้ดึงเอาประโยชน์จากวัตถุดิบที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมาใช้ เพื่อให้เป็นของหวานที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง เราใช้ดาร์กช็อกโกแลต 70%, เนยอัลมอนด์แท้ และไข่ไก่เป็นส่วนผสมหลัก จึงไม่ต้องใช้แป้งขัดขาว และใช้น้ำตาลน้อยที่สุดโดยเติมแค่น้ำเชื่อมเมเปิลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ปริมาณโกโก้ที่สูงในดาร์กช็อกโกแลตให้สารฟลาโวนอยด์ที่มีประโยชน์ และมีผลกระทบต่อระดับน้ำตาลน้อยกว่าเมื่อเทียบกับมิลค์ช็อกโกแลต ส่วนเนยอัลมอนด์ก็มีไขมันดีและโปรตีนที่ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส ในขณะที่ไข่ไก่ช่วยให้เค้กเซ็ตตัวและเพิ่มโปรตีน น้ำเชื่อมเมเปิลปริมาณเพียงเล็กน้อย (ไม่ถึง 1 ช้อนชาต่อชิ้น) ช่วยเพิ่มความหวานละมุนโดยไม่ทำให้ร่างกายรับน้ำตาลมากเกินไป เราใช้แป้งอัลมอนด์แทนแป้งสาลีทั่วไป เพื่อรักษาค่าภาระน้ำตาล (glycemic load) ให้ต่ำ พร้อมทั้งเพิ่มกากใยและสารอาหาร

เพื่อการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีที่สุด แนะนำให้ทานเค้กนี้หลังมื้ออาหารที่มีโปรตีนสูง และทานคู่กับเบอร์รี่สด เพราะกากใยในเบอร์รี่จะช่วยชะลอการตอบสนองของกลูโคสได้ดียิ่งขึ้น การผสมผสานระหว่างไขมัน โปรตีน และสารให้ความหวานจากธรรมชาติในปริมาณที่น้อยมาก ทำให้เค้กนี้เป็นตัวเลือกของหวานที่เหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพและระดับน้ำตาล โดยเค้ก 1 ชิ้น (60 กรัม) มีคาร์โบไฮเดรตสุทธิ (net carbohydrates) ประมาณ 12 กรัม และมีค่าภาระน้ำตาลเพียง 2.7 เท่านั้น

ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด

2.7
ค่าภาระน้ำตาล
LOW

ส่งผลกระทบต่ำถึงปานกลาง โดยระดับน้ำตาลจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากมีค่า GI ต่ำที่ 38 และค่าภาระน้ำตาล (GL) เพียง 2.7 การรวมตัวกันของไขมันดีจากเนยอัลมอนด์และดาร์กช็อกโกแลต บวกกับโปรตีนจากไข่ไก่ จะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานที่คงที่นาน 2-3 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการน้ำตาลพุ่งสูงอย่างรุนแรง

เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด

  • Eat this dessert after a protein-rich meal rather than on an empty stomach to further blunt any blood sugar response
  • Pair with a handful of nuts or a small portion of Greek yogurt to add extra protein and fat for even better blood sugar stability
  • Take a 10-15 minute walk after eating to help muscles absorb glucose and minimize any post-dessert blood sugar elevation

🥗 ส่วนผสม

👨‍🍳 วิธีทำ

  1. 1

    วางตะแกรงอบไว้ตรงกลางเตาแล้วอุ่นเตาอบรอที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เตรียมพิมพ์ถอดก้นได้ขนาด 20 เซนติเมตร โดยทาเนยหรือน้ำมันให้ทั่วขอบด้านใน จากนั้นรองก้นพิมพ์ด้วยกระดาษไขที่ตัดให้พอดี

  2. 2

    เตรียมหม้อตุ๋น (double boiler) โดยวางชามทนความร้อนไว้บนหม้อที่มีน้ำเดือดรุมๆ สูงประมาณ 5 เซนติเมตร ใส่ดาร์กช็อกโกแลตสับลงในชามแล้วคนเป็นระยะจนละลายเนียนเป็นเนื้อเดียว ยกออกจากเตา ใส่เนยอัลมอนด์ลงไปแล้วใช้ตะกร้อมือคนจนส่วนผสมเงาสวยและเข้ากันดี พักทิ้งไว้ให้เย็นลงประมาณ 5 นาที

  3. 3

    ตอกไข่ไก่อุณหภูมิห้องลงในชามผสมใบใหญ่ แล้วใช้เครื่องตีไข่ไฟฟ้าตีด้วยความเร็วปานกลางค่อนข้างสูงประมาณ 8-10 นาที จนไข่เปลี่ยนเป็นฟองสีนวล เนื้อข้น และฟูขึ้นเกือบสามเท่า การตีให้เข้าอากาศแบบนี้สำคัญมากเพื่อให้เนื้อเค้กนุ่มเบา

  4. 4

    ใส่น้ำเชื่อมเมเปิล กลิ่นวานิลลา และเกลือลงในไข่ที่ตีจนฟูแล้ว ตีต่ออีกประมาณ 1 นาทีจนส่วนผสมเข้ากันดีและยังคงความฟูเบาอยู่

  5. 5

    ใช้พายยางค่อยๆ ตะล่อมส่วนผสมช็อกโกแลตกับเนยอัลมอนด์ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะลงในฟองไข่ โดยใช้การปาดจากก้นชามขึ้นมาด้านบนอย่างเบามือ ค่อยๆ ทยอยใส่ส่วนผสมช็อกโกแลตทีละนิดแล้วตะล่อมไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาความฟูของอากาศไว้ พอเริ่มเข้ากันดีแล้วให้โรยอัลมอนด์ป่นลงไปแล้วตะล่อมต่อจนไม่เห็นเป็นเส้นสีแยกกัน

  6. 6

    เทส่วนผสมลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ ใช้พายยางเกลี่ยหน้าให้เรียบจนถึงขอบ อบประมาณ 28-32 นาที จนหน้าเค้กดูเซ็ตตัวและเด้งกลับเบาๆ เมื่อลองแตะตรงกลาง เมื่อใช้ไม้จิ้มฟันเช็กควรจะมีเศษเค้กชื้นๆ ติดออกมาเล็กน้อย อย่าอบนานเกินไปเพื่อให้เนื้อเค้กยังคงความฉ่ำแบบฟัดจ์

  7. 7

    นำเค้กออกจากเตาอบแล้วพักทิ้งไว้ในพิมพ์บนตะแกรงจนเย็นสนิทอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ตัวเค้กจะยุบตัวลงและอาจมีรอยแตกที่หน้าเค้กบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเค้กไร้แป้ง เมื่อเย็นสนิทแล้วจึงค่อยๆ ถอดพิมพ์ด้านข้างออก

  8. 8

    ก่อนเสิร์ฟ ให้วางเบอร์รี่สดตกแต่งหน้าเค้กให้สวยงามและแซมด้วยใบสะระแหน่ ตัดแบ่งเป็น 16 ชิ้น โดยใช้มีดคมๆ เช็ดให้สะอาดทุกครั้งก่อนตัดแต่ละชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นจะมีน้ำหนักประมาณ 60 กรัม เพื่อการคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีที่สุด แนะนำให้ทานหลังมื้ออาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนทั้งโปรตีนและผัก

📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ

ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ทั้งจาน
แคลอรี 186 2976
คาร์โบไฮเดรต 11g 176g
น้ำตาล 6g 96g
น้ำตาลเพิ่ม 3g 40g
น้ำตาลธรรมชาติ 4g 56g
โปรตีน 6g 98g
ไขมัน 14g 226g
ไขมันอิ่มตัว 4g 66g
ไขมันไม่อิ่มตัว 10g 152g
ไฟเบอร์ 3g 53g
ไฟเบอร์ละลายน้ำ 0g 2g
ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ 0g 3g
โซเดียม 151mg 2416mg

การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์

high: 140 ↑ high: 140 mg/dL mg/dL
มื้อนี้

ถ้าคุณ...

โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์

🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ

น้ำเชื่อมเมเปิล Erythritol, Monk Fruit Sweetener, Allulose

สารให้ความหวานที่ไม่มีแคลอรีเหล่านี้ไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด (ค่า GI เป็น 0) เมื่อเทียบกับน้ำเชื่อมเมเปิลที่มีค่า GI 54 และมีคาร์โบไฮเดรต 13 กรัมต่อช้อนโต๊ะ ซึ่งจะช่วยลดค่าภาระน้ำตาลจากสารให้ความหวานให้แทบเป็นศูนย์

แป้งอัลมอนด์ Coconut Flour, Lupin Flour

แป้งมะพร้าวมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า (45 เทียบกับ 60) และใช้ปริมาณน้อยกว่าเพราะมีใยอาหารสูง ส่วนแป้งลูพินมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 1 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เมื่อเทียบกับแป้งอัลมอนด์ที่มี 3 กรัม ซึ่งช่วยลดค่าภาระน้ำตาลลงไปอีก

เบอร์รี่รวม Fresh Raspberries, Fresh Blackberries, Fresh Strawberries

การเลือกใช้เบอร์รี่ที่มีค่า GI ต่ำอย่างราสเบอร์รี่ (GI 25) และแบล็กเบอร์รี่ (GI 25) แทนเบอร์รี่รวม จะช่วยเลี่ยงผลไม้ที่มีค่า GI สูงกว่าอย่างบลูเบอร์รี่ (GI 53) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ในขณะที่ยังได้ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระ

ดาร์กช็อกโกแลต 90% Cacao Dark Chocolate, 95% Cacao Dark Chocolate, 100% Unsweetened Baking Chocolate With Added Erythritol

ช็อกโกแลตที่มีเปอร์เซ็นต์โกโก้สูงจะมีน้ำตาลน้อยกว่ามาก โดยแบบ 90% มีน้ำตาลเพียง 3 กรัมต่อออนซ์ เมื่อเทียบกับแบบ 70% ที่มีน้ำตาล 6-8 กรัม ช่วยลดค่าภาระน้ำตาลแต่ยังคงรสชาติช็อกโกแลตที่เข้มข้นและสารโพลีฟีนอลที่มีประโยชน์

🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้

ทำไมเค้กชิ้นนี้ถึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง

เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งสูตรนี้มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมาก เพราะการเลือกใช้ไขมัน โปรตีน และน้ำตาลจากธรรมชาติในปริมาณที่น้อยอย่างลงตัว ดาร์กช็อกโกแลตและเนยอัลมอนด์ให้ไขมันดีที่ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคสได้อย่างมาก ส่วนไข่ไก่ก็ให้โปรตีนคุณภาพสูงที่ช่วยควบคุมการตอบสนองของน้ำตาลในเลือดอีกแรง ต่างจากเค้กทั่วไปที่ทำจากแป้งสาลีขัดขาวและน้ำตาลทราย สูตรนี้ใช้แป้งอัลมอนด์ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและกากใยสูง โดยมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 3 กรัมต่อ 1/4 ถ้วย เมื่อเทียบกับแป้งปกติที่มีถึง 23 กรัม ส่วนน้ำเชื่อมเมเปิลปริมาณเล็กน้อยก็ช่วยให้ความหวานเพียงพอโดยไม่ทำลายประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญจากวัตถุดิบอื่นๆ

ค่าภาระน้ำตาล (glycemic load) ที่ 2.7 ต่อชิ้นนั้นถือว่าต่ำมาก หมายความว่าของหวานจานนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณน้อยที่สุด ค่าภาระน้ำตาลจะพิจารณาทั้งคุณภาพ (ค่า GI 38) และปริมาณคาร์โบไฮเดรตในหนึ่งหน่วยบริโภคจริง ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนกว่าค่า GI เพียงอย่างเดียว โดยปกติค่าภาระน้ำตาลที่ต่ำกว่า 10 จะถือว่าต่ำ ซึ่งเค้กนี้มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์นั้นมาก เคล็ดลับอยู่ที่ไขมันและโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวกันชนระบบเผาผลาญ" (metabolic buffer) ซึ่งช่วยชะลอการย่อยอาหารและกระตุ้นฮอร์โมนที่ป้องกันไม่ให้ระดับกลูโคสพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรทานเค้กนี้หลังมื้ออาหารที่สมดุลแทนการทานตอนท้องว่าง เพราะอาหารที่อยู่ในระบบย่อยอาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลได้อีกขั้น หรืออาจจะทานคู่กับถั่วสักกำมือ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติสักนิดเพื่อเพิ่มโปรตีน และการเดินเล่นสั้นๆ ประมาณ 10 นาทีหลังทานของหวาน ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อดูดซึมกลูโคสได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ยิ่งขึ้นไปอีก

สูตรที่เกี่ยวข้อง

Food diary cheat sheet

PDF ฟรี — 3 หน้า

สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์

บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์

ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ