- หน้าแรก
- /
- สูตร GI ต่ำ
- /
- ลูกแพร์ตุ๋นอบเชยกับเบอร์รี่สด
ลูกแพร์ตุ๋นอบเชยกับเบอร์รี่สด
ลูกแพร์ตุ๋นสุดหรูในน้ำผลไม้รสเปรี้ยวหอมๆ พร้อมเครื่องเทศอุ่นๆ เป็นของหวานหวานธรรมชาติที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง
ของหวานที่ดูดีแต่ทำง่ายจานนี้แสดงให้เห็นว่าผลไม้สดๆ ก็ช่วยให้เราหายอยากของหวานได้ แถมยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ด้วย ต่างจากของหวานทั่วไปที่ใช้น้ำตาลทรายขาว ลูกแพร์พวกนี้จะถูกนำไปตุ๋นอย่างเบามือในน้ำผลไม้และเครื่องเทศหอมๆ เพื่อดึงความหวานตามธรรมชาติออกมา ใยอาหารในลูกแพร์จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ส่วนอบเชยก็มีผลวิจัยว่าช่วยให้ร่างกายดึงน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น (เพิ่มความไวต่ออินซูลิน)
การตุ๋นเป็นเทคนิคการทำอาหารที่ถนอมคุณค่าทางสารอาหารของผลไม้ไว้ได้ดี ในขณะที่ช่วยให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนละลายในปาก การใช้น้ำส้มและน้ำแอปเปิลช่วยให้ความหวานโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลทราย แม้ว่าในน้ำผลไม้จะมีน้ำตาลธรรมชาติอยู่บ้างก็ตาม เพื่อการคุมน้ำตาลให้ดีที่สุด แนะนำให้ทานของหวานจานนี้หลังมื้ออาหารที่มีโปรตีนสูง ซึ่งจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลได้อีกทาง ส่วนราสเบอร์รี่สดจะช่วยตัดเลสด้วยรสเปรี้ยวและเพิ่มใยอาหาร และผิวส้มจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นพร้อมสารฟลาโวนอยด์ที่มีประโยชน์
สูตรนี้เหมาะมากสำหรับทำรับแขกหรือจะทำทานเองในวันธรรมดาก็ได้ คุณสามารถเตรียมลูกแพร์ไว้ล่วงหน้าแล้วเสิร์ฟแบบอุ่นหรือแบบเย็นก็ได้ตามชอบ จะทานคู่กับกรีกโยเกิร์ตสักนิดเพื่อเพิ่มโปรตีน หรือทานคู่กับถั่วสักกำมือเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุลยิ่งขึ้นก็ได้ครับ
ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด
ส่งผลน้อยถึงปานกลาง - น้ำตาลธรรมชาติจากผลไม้จะถูกปรับสมดุลด้วยใยอาหารจากลูกแพร์และเบอร์รี่ ทำให้ระดับน้ำตาลค่อยๆ เพิ่มขึ้นและให้พลังงานคงที่นาน 2-3 ชั่วโมง ค่าภาระน้ำตาลที่ 13.6 ถือว่าช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ผันผวนมากนัก
เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด
- ✓ Eat this dessert after a meal containing protein and healthy fats rather than on an empty stomach to further slow sugar absorption
- ✓ Pair with a handful of nuts or a small serving of Greek yogurt to add protein and fat that will blunt the glycemic response
- ✓ Take a 10-15 minute walk after eating to help muscles absorb glucose and reduce blood sugar spikes
🥗 ส่วนผสม
- 240 ml น้ำส้มคั้นสด
- 300 ml น้ำแอปเปิลสูตรไม่เติมน้ำตาล
- 1 tsp อบเชยป่น
- 1 tsp ลูกจันทน์เทศป่น
- 4 pcs ลูกแพร์สุกเนื้อแน่นแบบติดก้าน
- 75 g ราสเบอร์รี่สด
- 2 tbsp ผิวส้มขูดสด
- 1.0 cups น้ำส้มคั้นสด
- 1.3 cups น้ำแอปเปิลสูตรไม่เติมน้ำตาล
- 1 tsp อบเชยป่น
- 1 tsp ลูกจันทน์เทศป่น
- 4 pcs ลูกแพร์สุกเนื้อแน่นแบบติดก้าน
- 2.6 oz ราสเบอร์รี่สด
- 2 tbsp ผิวส้มขูดสด
👨🍳 วิธีทำ
- 1
เตรียมน้ำสำหรับตุ๋นโดยผสมน้ำส้ม น้ำแอปเปิล อบเชยป่น และลูกจันทน์เทศป่นลงในชามใบเล็ก คนให้เข้ากันจนเครื่องเทศกระจายตัวทั่ว
- 2
ใช้ที่ปอกเปลือกผลไม้ค่อยๆ ปอกเปลือกลูกแพร์แต่ละลูกออก โดยเหลือขั้วไว้เพื่อให้ดูสวยงามครับ จากนั้นใช้ที่ตักเมลอนอันเล็กหรือมีดปอกผลไม้คว้านไส้จากด้านล่างเพื่อเอาเมล็ดออก โดยระวังให้ลูกแพร์ยังคงรูปทรงเดิมไว้
- 3
เลือกหม้อก้นตื้นหรือกระทะก้นลึกที่ใหญ่พอจะวางลูกแพร์ทั้ง 4 ลูกในแนวนอนได้ จัดวางลูกแพร์ที่ปอกแล้วลงในกระทะ แล้วเทน้ำผลไม้ที่ผสมเครื่องเทศลงไป โดยกะให้ปริมาณน้ำสูงขึ้นมาอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของตัวลูกแพร์ครับ
- 4
ตั้งกระทะบนไฟกลางจนน้ำเริ่มเดือดปุดๆ โดยให้สังเกตว่ามีฟองเล็กๆ ขึ้นตามขอบกระทะ แต่ไม่ถึงกับเดือดพล่านนะครับ จากนั้นลดไฟลงเป็นไฟกลางค่อนอ่อนเพื่อรักษาความร้อนให้เดือดเบาๆ ต่อไป
- 5
ต้มลูกแพร์ประมาณ 30 นาที โดยใช้ช้อนคันใหญ่ค่อยๆ กลับด้านทุกๆ 7-8 นาทีเพื่อให้สุกและมีสีสวยสม่ำเสมอกัน ลูกแพร์จะใช้ได้เมื่อเนื้อนุ่มพอที่จะใช้มีดจิ้มลงไปได้ง่ายแต่ยังไม่เละและยังคงรูปทรงเดิมอยู่ครับ
- 6
ใช้กระชอนหรือช้อนมีรูค่อยๆ ตักลูกแพร์แต่ละลูกขึ้นมาจัดใส่จาน โดยวางตั้งขึ้นให้ขั้วชี้ขึ้นด้านบนครับ ถ้าอยากได้ซอสราดเพิ่ม ก็สามารถเคี่ยวน้ำที่เหลือในกระทะด้วยไฟแรงต่ออีกสัก 3-4 นาทีจนงวดลงเป็นไซรัปบางๆ ได้เลย
- 7
ตกแต่งจานด้วยราสเบอร์รี่สดวางรอบๆ ฐานลูกแพร์ แล้วโรยผิวส้มขูดสดๆ ไว้ด้านบน จะเสิร์ฟทันทีตอนที่ยังอุ่นๆ หรือจะแช่เย็นทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงแล้วค่อยเสิร์ฟแบบเย็นก็อร่อยครับ และเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น แนะนำให้ทานเมนูนี้หลังมื้ออาหารที่มีโปรตีนสูงนะครับ
📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ
| ต่อหนึ่งเสิร์ฟ | ทั้งจาน | |
|---|---|---|
| แคลอรี | 181 | 725 |
| คาร์โบไฮเดรต | 46g | 184g |
| น้ำตาล | 31g | 123g |
| น้ำตาลธรรมชาติ | 31g | 123g |
| โปรตีน | 2g | 6g |
| ไขมัน | 1g | 3g |
| ไขมันอิ่มตัว | 0g | 1g |
| ไขมันไม่อิ่มตัว | 1g | 2g |
| ไฟเบอร์ | 8g | 32g |
| ไฟเบอร์ละลายน้ำ | 2g | 10g |
| ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ | 5g | 20g |
| โซเดียม | 6mg | 23mg |
การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์
ถ้าคุณ...
โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ
น้ำแอปเปิลมีดัชนีน้ำตาลสูงถึง 40-44 และมีน้ำตาลเข้มข้น การใช้น้ำเปล่า นมอัลมอนด์ไม่หวาน หรือชาเขียวเย็นแทน จะช่วยลดการพุ่งสูงของน้ำตาลได้ในขณะที่ยังใช้ตุ๋นได้เหมือนเดิม
น้ำส้มมีดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 50 และมีน้ำตาล 10 กรัมต่อ 100 มล. การใช้น้ำผลไม้ตระกูลส้มผสมน้ำหรือใช้แค่ผิวส้มจะช่วยให้ได้กลิ่นรสโดยไม่ต้องรับน้ำตาลเข้มข้นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
การเลือกใช้ลูกแพร์ที่เนื้อแน่นและยังไม่สุกจัด หรือผลไม้ที่มีค่า GI ต่ำกว่าอย่างแอปเปิลแกรนนี่ สมิธ (GI 38 เทียบกับลูกแพร์สุก GI 38-42) จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลได้ เพราะผลไม้ที่เนื้อแน่นกว่าจะมีแป้งต้านทานการย่อยสูงกว่าและมีน้ำตาลน้อยกว่า
แม้ราสเบอร์รี่จะมีค่า GI ต่ำอยู่แล้ว (GI 25) แต่แบล็กเบอร์รี่มีน้ำตาลน้อยกว่าที่ 4.9 กรัมต่อ 100 กรัม (เทียบกับ 5.4 กรัม) ส่วนสตรอว์เบอร์รี่ (GI 40) ช่วยเพิ่มความหลากหลายและยังมีค่าภาระน้ำตาล (glycemic load) ต่ำเพราะมีไฟเบอร์และน้ำเป็นส่วนประกอบสูง
🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้
ทำไมของหวานจานนี้ถึงไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง
ของหวานจานหรูนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการคุมน้ำตาลไม่จำเป็นต้องอดของหวาน ด้วยค่าภาระน้ำตาล (GL) เพียง 13.6 และดัชนีน้ำตาล (GI) ประมาณ 17 ลูกแพร์ตุ๋นจานนี้จึงให้ความหวานจากผลไม้แท้ๆ โดยที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังคงนิ่ง เคล็ดลับอยู่ที่การที่ลูกแพร์ปล่อยน้ำตาลออกมาอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ลูกแพร์สดมีเพกตินสูง ซึ่งเป็นใยอาหารละลายน้ำที่จะกลายเป็นเจลในระบบย่อยอาหาร ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ร่างกายค่อยๆ จัดการกับน้ำตาลธรรมชาติแทนที่จะทะลักเข้าสู่กระแสเลือดพร้อมกันทีเดียว การเติมเบอร์รี่สดยิ่งช่วยเสริมผลลัพธ์นี้ เพราะเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำที่สุดชนิดหนึ่ง แถมยังมีใยอาหารและโพลีฟีนอลที่ช่วยคุมการเผาผลาญน้ำตาลด้วย
เครื่องเทศอุ่นๆ อย่างอบเชยและลูกจันทน์เทศไม่ได้มีดีแค่กลิ่นหอม แต่อบเชยมีการศึกษากันอย่างกว้างขวางว่าช่วยให้เซลล์ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น ทำให้ดึงน้ำตาลจากเลือดไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าการทานอบเชยเพียงวันละครึ่งช้อนชาก็ส่งผลดีต่อการคุมน้ำตาลได้แล้ว ส่วนน้ำส้มและน้ำแอปเปิลปริมาณเล็กน้อยที่ใช้ตุ๋นจะให้ความหวานและกลิ่นหอมโดยไม่กระทบต่อระดับน้ำตาลมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเคี่ยวจนงวดและเข้มข้นขึ้น
เพื่อให้คุมน้ำตาลได้ดีที่สุด แนะนำให้ทานของหวานจานนี้หลังมื้ออาหารที่มีโปรตีนและไขมันดี ใยอาหารและสารอาหารจากอาหารจานหลักจะช่วยให้การย่อยช้าลงไปอีก และการเดินเล่นสั้นๆ สัก 10 นาทีหลังอาหารก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลส่วนเกินไปใช้ได้ อย่าลืมว่าค่าภาระน้ำตาลนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทานด้วย สูตรนี้กำหนดปริมาณมาให้พอเหมาะเพื่อให้คาร์โบไฮเดรตรวมไม่สูงเกินไป แต่ยังได้ความหวานและสารอาหารที่น่าพึงพอใจครับ
สูตรที่เกี่ยวข้อง
PDF ฟรี — 3 หน้า
สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์
บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์
ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ