- หน้าแรก
- /
- สูตร GI ต่ำ
- /
- โอเวอร์ไนท์โอ๊ตสูตรน้ำตาลต่ำ ใส่เบอร์รี่
โอเวอร์ไนท์โอ๊ตสูตรน้ำตาลต่ำ ใส่เบอร์รี่
อาหารเช้าที่ดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด ที่ผสมผสานสตีลคัทโอ๊ตเข้ากับกรีกโยเกิร์ตที่ให้โปรตีนสูง และบลูเบอร์รี่ที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อให้พลังงานที่ยาวนาน
สูตรโอเวอร์ไนท์โอ๊ตนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ตลอดช่วงเช้า การใช้สตีลคัทโอ๊ตแทนแบบกึ่งสำเร็จรูป จะช่วยให้เราได้ธัญพืชที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า ซึ่งจะย่อยช้าลง ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเหมือนการกินโอ๊ตแบบปรุงสำเร็จเร็ว การเติมกรีกโยเกิร์ตแบบไขมันเต็มส่วนช่วยเพิ่มโปรตีนและไขมันดี ซึ่งจะช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส แถมยังมีโพรไบโอติกที่ช่วยเรื่องสุขภาพลำไส้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของระบบเผาผลาญที่ดี
บลูเบอร์รี่เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการควบคุมระดับน้ำตาล เพราะมีค่า GI เพียง 53 และอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานินที่อาจช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน กระบวนการแช่ค้างคืนช่วยย่อยแป้งในโอ๊ตบางส่วน ทำให้นำไปย่อยต่อได้ง่ายขึ้นในขณะที่ยังรักษาแป้งทนการย่อย (resistant starch) ที่มีประโยชน์ไว้ สูตรนี้เหมาะมากสำหรับเช้าที่เร่งรีบแต่ต้องการพลังงานที่อยู่ท้องโดยไม่ทำให้รู้สึกเพลียช่วงสาย
เพื่อการจัดการน้ำตาลในเลือดที่ดีที่สุด ควรทานอาหารเช้ามื้อนี้ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังตื่นนอน และลองเติมเมล็ดแฟลกซ์บดหรือเมล็ดเจียสักช้อนโต๊ะเพื่อเพิ่มไฟเบอร์และกรดไขมันโอเมก้า 3 การผสมผสานระหว่างคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีน และไขมันดี จะช่วยให้คุณอิ่มท้องไปได้นาน 3-4 ชั่วโมง พร้อมกับรักษาระดับกลูโคสให้คงที่
ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด
มื้อนี้จะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยถึงปานกลาง โดยระดับน้ำตาลจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และคงที่ เนื่องจากมีค่า GI ต่ำที่ 27 และค่า GL ปานกลางที่ 12.1 การรวมกันของโอ๊ตที่มีไฟเบอร์สูง โปรตีนจากกรีกโยเกิร์ต และไขมันจากนม ช่วยให้ร่างกายปล่อยพลังงานได้อย่างต่อเนื่องนาน 3-4 ชั่วโมง
เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด
- ✓ Add a tablespoon of chia seeds or ground flaxseed to further slow digestion and reduce the glycemic response
- ✓ Eat this meal as breakfast after an overnight fast rather than as a snack to optimize insulin sensitivity
- ✓ Take a 10-15 minute walk after eating to help muscles absorb glucose and blunt any blood sugar spike
🥗 ส่วนผสม
- 120 g กรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันเต็ม
- 4.2 oz กรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันเต็ม
- 2.6 oz บลูเบอร์รีสดหรือแบบแช่แข็ง
👨🍳 วิธีทำ
- 1
ใส่ข้าวโอ๊ตแบบตัดหรือแบบแผ่นลงในโหลแก้วหรือภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ตามด้วยกรีกโยเกิร์ต แล้วคนให้โยเกิร์ตเคลือบข้าวโอ๊ตจนทั่ว
- 2
เทนมอัลมอนด์สูตรไม่หวานหรือนมสดรสจืดลงไป คนให้เข้ากันดีเพื่อให้แน่ใจว่าข้าวโอ๊ตจมอยู่ในน้ำนมทั้งหมดและส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
- 3
ปิดฝาภาชนะให้สนิทแล้วนำไปแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 8 ชั่วโมงหรือข้ามคืน เพื่อให้ข้าวโอ๊ตนุ่มลงและดูดซับของเหลวเข้าไป
- 4
เช้าวันถัดมา นำภาชนะออกจากตู้เย็นแล้วคนให้เข้ากันอีกครั้งเพื่อให้ส่วนผสมที่อาจนอนก้นกระจายตัวทั่วถึงกัน
- 5
โรยหน้าโอ๊ตด้วยบลูเบอร์รี่สดหรือแบบแช่แข็งก่อนทานได้เลย ถ้าใช้แบบแช่แข็ง ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องสักพักก็จะละลายเอง
- 6
เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีที่สุด แนะนำให้ทานมื้อเช้านี้ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังตื่นนอน และอาจจะโรยหน้าเพิ่มด้วยอบเชยป่น วอลนัทสับ หรือเมล็ดเจีย เพื่อเพิ่มกากใยและไขมันดีให้กับร่างกาย
- 7
ถ้าทานไม่หมด สามารถเก็บใส่ตู้เย็นไว้ได้นานถึง 3 วัน ยิ่งแช่นานตัวโอ๊ตก็จะยิ่งนุ่มและให้เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มยิ่งขึ้น
📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ
| ต่อหนึ่งเสิร์ฟ | ทั้งจาน | |
|---|---|---|
| แคลอรี | 319 | 319 |
| คาร์โบไฮเดรต | 46g | 46g |
| น้ำตาล | 15g | 15g |
| น้ำตาลธรรมชาติ | 15g | 15g |
| โปรตีน | 22g | 22g |
| ไขมัน | 6g | 6g |
| ไขมันอิ่มตัว | 2g | 2g |
| ไขมันไม่อิ่มตัว | 4g | 4g |
| ไฟเบอร์ | 6g | 6g |
| ไฟเบอร์ละลายน้ำ | 2g | 2g |
| ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ | 4g | 4g |
| โซเดียม | 80mg | 80mg |
การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์
ถ้าคุณ...
โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ
สตีลคัทโอ๊ตมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า (55) เมื่อเทียบกับโรลโอ๊ต (79) ส่วนรำข้าวโอ๊ตมีใยอาหารที่ละลายน้ำได้สูงซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส และเมล็ดเจียแทบไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเลย แถมยังช่วยเพิ่มโปรตีนและไขมันดีที่ช่วยให้ระดับกลูโคสคงที่ยิ่งขึ้น
ราสป์เบอร์รีและแบล็กเบอร์รีมีค่าภาระน้ำตาล (glycemic load) ต่ำกว่า (2-3 ต่อหน่วยบริโภค) เมื่อเทียบกับบลูเบอร์รี (5 ต่อหน่วยบริโภค) เพราะมีไฟเบอร์สูงกว่าและมีน้ำตาลน้อยกว่า ส่วนสตรอว์เบอร์รีก็มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าเช่นกัน โดยอยู่ที่ 41 เมื่อเทียบกับบลูเบอร์รีซึ่งอยู่ที่ 53
นมจากพืชสูตรไม่หวานมีคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก (1-2 กรัมต่อถ้วย เทียบกับ 12 กรัมในนมวัว) จึงแทบไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลและช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ในขณะที่ยังให้เนื้อสัมผัสที่เข้มข้นนุ่มละมุน
โยเกิร์ตมะพร้าวสูตรไม่หวานมีคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่า ส่วนคีเฟอร์และสเกียร์มีโปรตีนสูง (11-15 กรัมต่อหน่วยบริโภค) ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตและลดการตอบสนองของน้ำตาลในเลือดโดยรวมของมื้ออาหาร
🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้
# ทำไมสูตรนี้ถึงดีต่อการรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือด
สูตรโอเวอร์ไนท์โอ๊ตนี้มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเพียง 27 ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันของไฟเบอร์ โปรตีน และไขมันดี สตีลคัทโอ๊ตหรือโรลโอ๊ตมีเบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้และจะกลายเป็นเจลในระบบย่อยอาหาร ช่วยชะลอการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นกลูโคส เมื่อคุณแช่โอ๊ตค้างคืน คุณกำลังทำให้ไฟเบอร์นี้ทำงานได้ดีขึ้นไปอีก เพราะการแช่ที่นานขึ้นจะทำให้แป้งทนต่อการย่อยเร็ว ช่วยคุมการปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดได้ดียิ่งขึ้น
กรีกโยเกิร์ตคือพระเอกของระบบเผาผลาญในเมนูนี้ เพราะให้โปรตีนถึง 15-20 กรัมต่อมื้อ โปรตีนจะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้กระเพาะอาหารว่างช้าลง หมายความว่าคาร์โบไฮเดรตจากโอ๊ตจะค่อยๆ เข้าสู่กระแสเลือดแทนที่จะเข้าไปทีเดียวทั้งหมด ไขมันในโยเกิร์ตและนม (แม้แต่แบบไขมันต่ำก็ยังมีบ้าง) ช่วยคุมระดับกลูโคสอีกชั้นโดยการชะลอการย่อยให้ช้าลงไปอีก การรวมตัวของโปรตีน-ไขมัน-ไฟเบอร์นี้เองที่ทำให้เมนูนี้มีค่า glycemic load เพียง 12.1 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ "ต่ำ" (ต่ำกว่า 10 คือต่ำ, 11-19 คือปานกลาง)
บลูเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความหวานจากธรรมชาติโดยส่งผลต่อระดับน้ำตาลน้อยมาก เพราะมีสารแอนโทไซยานินสูง ซึ่งอาจช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลินได้ในระยะยาว เพื่อประโยชน์สูงสุด ลองทานมื้อเช้านี้หลังจากเดินเล่นสั้นๆ ในตอนเช้า หรือทานคู่กับถั่วสักกำมือเพื่อเพิ่มโปรตีนและไขมันดี อย่าลืมว่าค่า glycemic load นั้นคำนวณจากปริมาณที่ทานด้วย ดังนั้นการทานในปริมาณที่พอเหมาะตามสูตรนี้จะช่วยให้คุณมีพลังงานต่อเนื่องโดยไม่รู้สึกเพลียในภายหลัง
สูตรที่เกี่ยวข้อง
PDF ฟรี — 3 หน้า
สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์
บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์
ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ