← กลับไปที่สูตรอาหาร
ซุปเสฉวนเปรี้ยวเผ็ดเบาๆ ใส่เต้าหู้และไข่ฝอย - สูตรควบคุมระดับน้ำตาล
ดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวาน ปราศจากนม ปราศจากถั่ว Advanced

ซุปเสฉวนเปรี้ยวเผ็ดเบาๆ ใส่เต้าหู้และไข่ฝอย

น้ำซุปเสฉวนเปรี้ยวเผ็ดที่ข้นกำลังดี ใส่เต้าหู้ เห็ดหอม และไข่ฝอยนุ่มๆ เต็มๆ รสชาติจัดจ้าน แต่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลน้อยมาก

10 min
เวลาเตรียม
12 min
เวลาปรุงอาหาร
22 min
เวลาทั้งหมด
2
จำนวนที่เสิร์ฟ

ซุปเสฉวนเปรี้ยวเผ็ดสูตรนี้ปรับให้เบาลง แต่ยังคงรสชาติเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูและเผ็ดร้อนจากพริกไทยขาวแบบต้นตำรับเสฉวนที่คุณชื่นชอบไว้ครบถ้วน แถมยังลดปริมาณแป้งลงไปถึง 80% ในขณะที่ซุปตามร้านอาหารมักจะใช้แป้งข้าวโพดเยอะเพื่อให้ซุปข้น ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้ แต่สูตรนี้ใช้แป้งแค่ประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น พอให้ซุปมีความข้นนุ่มละมุนลิ้นเล็กน้อย ไม่ได้ข้นจนกลายเป็นระเบิดน้ำตาล ผลลัพธ์ที่ได้คือซุปที่รู้สึกเบา สบายท้อง แต่ยังคงความเข้มข้นของรสชาติไว้เต็มเปี่ยม

ในแง่ของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซุปถ้วยนี้ถือว่าลงตัวอย่างน่าทึ่ง เต้าหู้แข็งและไข่ตีให้โปรตีนสองเท่า ช่วยลดการตอบสนองของน้ำตาลในเลือดที่อาจเกิดขึ้น ในขณะที่เห็ดหอมและหน่อไม้เพิ่มใยอาหารและปริมาณให้ซุปโดยแทบไม่มีคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้เลย น้ำส้มสายชูข้าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรสเปรี้ยวในจานนี้ มีงานวิจัยพบว่าช่วยเพิ่มความไวของอินซูลินหลังมื้ออาหารได้เล็กน้อย ดังนั้นรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์จึงมีประโยชน์สองต่อ ขิงและพริกไทยขาวยังช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญและการไหลเวียนโลหิตอีกด้วย

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อระดับน้ำตาลในเลือด ให้จิบน้ำซุปและทานผักกับเต้าหู้ก่อนที่จะทานข้าวสวยที่อาจเสิร์ฟคู่กัน หรือจะให้ดีกว่านั้น ลองงดข้าวไปเลย แล้วให้ซุปที่อุดมด้วยโปรตีนนี้เป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียวก็อิ่มอร่อยเพียงพอแล้ว ซุปนี้ยังเหมาะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยชั้นเยี่ยมก่อนมื้ออาหารใหญ่ เพราะน้ำส้มสายชูและโปรตีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของคุณให้พร้อมสำหรับอาหารจานต่อไป

ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด

7.5
ค่าภาระน้ำตาล
LOW

คาดว่าจะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยมาก ด้วยค่า Glycemic Load 7.5 และ GI 38 เมื่อรวมกับโปรตีนจากเต้าหู้และไข่ รวมถึงใยอาหารจากเห็ดหอมและหน่อไม้ ซุปนี้จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และคงที่ ให้พลังงานยาวนาน 2-3 ชั่วโมง

เคล็ดลับเรื่องน้ำตาลในเลือด

  • ทานส่วนที่เป็นของแข็งก่อน — เต้าหู้ เห็ด หน่อไม้ และไข่ฝอย — ก่อนที่จะจิบน้ำซุป เพื่อให้โปรตีนและใยอาหารช่วยชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะ
  • ใช้แป้งข้าวโพดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นสำหรับเนื้อสัมผัส เพราะเป็นตัวการหลักที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในสูตรนี้ และแม้ลดลงเพียงเล็กน้อยก็ช่วยลดภาระน้ำตาล (glycemic load) ที่ต่ำอยู่แล้วให้ต่ำลงไปอีก
  • เดินเบาๆ 10-15 นาทีหลังมื้ออาหาร เพื่อช่วยลดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารที่เกิดจากแป้ง

🥗 ส่วนผสม

  • 10 pcs ขิง
  • 600 ml น้ำสต็อกไก่
  • 20 g ซีอิ๊วขาว
  • 100 g เห็ดหอม
  • 80 g หน่อไม้
  • 200 g เต้าหู้แข็ง
  • 6 g แป้งข้าวโพด
  • 2 pcs ไข่ไก่
  • 30 g น้ำส้มสายชูข้าว
  • 2 g พริกไทยขาว
  • 8 g น้ำมันงา
  • 20 g ต้นหอม
  • 10 g น้ำมันพริก
  • 10 pcs ขิง
  • 2.5 cups น้ำสต็อกไก่
  • 0.7 oz ซีอิ๊วขาว
  • 3.5 oz เห็ดหอม
  • 2.8 oz หน่อไม้
  • 7.1 oz เต้าหู้แข็ง
  • 0.2 oz แป้งข้าวโพด
  • 2 pcs ไข่ไก่
  • 1.1 oz น้ำส้มสายชูข้าว
  • 0.1 oz พริกไทยขาว
  • 0.3 oz น้ำมันงา
  • 0.7 oz ต้นหอม
  • 0.4 oz น้ำมันพริก

👨‍🍳 วิธีทำ

  1. 1

    ปอกเปลือกขิงแล้วซอยเป็นเส้นบางๆ ตัดโคนเห็ดหอมออก แล้วหั่นหมวกเห็ดเป็นแผ่นบางๆ สะเด็ดน้ำหน่อไม้ แล้วหั่นเป็นเส้นบางๆ คล้ายไม้ขีด หั่นเต้าหู้เป็นเส้นกว้าง 1 ซม. ตอกไข่ใส่ชามเล็กๆ แล้วตีให้เข้ากัน

  2. 2

    ในถ้วยเล็กๆ ผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำเย็น 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันจนเนียน พักส่วนผสมแป้งไว้ก่อน เพราะแป้งจะข้นเร็ว ให้คนอีกครั้งก่อนนำไปใส่หม้อ

  3. 3

    เทน้ำซุปไก่ใส่หม้อขนาดกลาง ใส่ขิงซอยลงไป ตั้งไฟกลาง เคี่ยวจนเดือดปุดๆ ปล่อยให้ขิงส่งกลิ่นหอมประมาณ 1 นาที

  4. 4

    ใส่เห็ดหอมซอย หน่อไม้ซอย ซีอิ๊วขาว และเต้าหู้ลงในน้ำซุปที่กำลังเดือด เคี่ยวต่อประมาณ 5 นาที จนเห็ดนุ่มและเต้าหู้ร้อนทั่ว

  5. 5

    คนส่วนผสมแป้งข้าวโพดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วค่อยๆ เทลงในซุปเป็นสายบางๆ พร้อมกับคนตลอดเวลา คนต่อไปประมาณ 1 นาที น้ำซุปควรจะมีความข้นขึ้นเล็กน้อยแบบนุ่มนวล แต่ยังคงเทได้ง่าย ไม่ข้นหนืดหรือเป็นเงา

  6. 6

    ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ให้น้ำซุปแค่ปุดๆ เบาๆ ถือชามไข่ที่ตีไว้เหนือหม้อ แล้วค่อยๆ เทไข่เป็นสายบางๆ อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับคนซุปช้าๆ ไปในทิศทางเดียวกันด้วยตะเกียบหรือส้อม ไข่จะจับตัวเป็นเส้นยาวๆ บางๆ สวยงาม

  7. 7

    ยกลงจากเตาทันที ใส่จิ๊กโฉ่ว พริกไทยขาวป่น และน้ำมันงาคั่วลงไป คนให้เข้ากัน ชิมรสและปรุงเพิ่มความเปรี้ยว เผ็ด เค็ม ตามชอบ

  8. 8

    ตักซุปใส่ชามที่อุ่นไว้ 2 ชาม โรยต้นหอมซอยด้านบน แล้วราดน้ำมันพริกเล็กน้อยในแต่ละชาม เสิร์ฟทันที

📊 โภชนาการต่อหนึ่งเสิร์ฟ

ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ทั้งจาน
แคลอรี 368 736
คาร์โบไฮเดรต 20g 39g
น้ำตาล 4g 8g
น้ำตาลเพิ่ม 0g 1g
น้ำตาลธรรมชาติ 4g 7g
โปรตีน 27g 54g
ไขมัน 20g 41g
ไขมันอิ่มตัว 4g 8g
ไขมันไม่อิ่มตัว 17g 33g
ไฟเบอร์ 3g 6g
ไฟเบอร์ละลายน้ำ 1g 2g
ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ 2g 5g
โซเดียม 2122mg 4243mg

การตอบสนองกลูโคสที่คาดการณ์

high: 140 ↑ high: 140 mg/dL mg/dL
มื้อนี้

ถ้าคุณ...

โมเดลประมาณการ — การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์

🔄 ทดแทนด้วย GI ต่ำ

แป้งข้าวโพด ผงบุก (กลูโคแมนแนน), เมล็ดแฟลกซ์บด, แซนแทนกัม

แป้งข้าวโพดมีค่า GI สูงมาก (ประมาณ 85) และเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดภาระน้ำตาล (glycemic load) ในซุปนี้ ผงบุก (กลูโคแมนแนน) เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ มีค่า GI เกือบเป็นศูนย์ และช่วยให้ข้นได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ใช้ในปริมาณน้อย เมล็ดแฟลกซ์บดช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสโดยแทบไม่มีผลต่อระดับน้ำตาล และยังเพิ่มใยอาหารที่ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส แซนแทนกัมช่วยให้ข้นโดยไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดที่วัดได้

น้ำสต็อกไก่ น้ำซุปกระดูกโฮมเมด, น้ำสต็อกไก่แบบไม่เติมน้ำตาล

น้ำสต็อกไก่สำเร็จรูปหลายยี่ห้อมีน้ำตาล มอลโทเดกซ์ทริน หรือเดกซ์โทรสผสมอยู่ ซึ่งจะเพิ่มภาระน้ำตาลในเลือดโดยไม่รู้ตัว น้ำซุปกระดูกที่ทำเองจะไม่มีน้ำตาลเพิ่มเลย และมีคอลลาเจน/โปรตีนสูงกว่า ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมของมื้ออาหารได้ ถ้าใช้แบบสำเร็จรูป ให้เลือกยี่ห้อที่ระบุชัดเจนว่าไม่มีน้ำตาล และไม่มีมอลโทเดกซ์ทรินในส่วนผสม

ซีอิ๊วขาว ทามาริ (ไม่มีน้ำตาลเพิ่ม), โคโคนัทอะมิโนส์ (ลดน้ำตาล), ลิควิดอะมิโนส์

ซีอิ๊วขาวทั่วไปอาจมีน้ำตาลหรือกลูโคสไซรัปผสมอยู่เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ทามาริแท้ๆ มักจะหมักโดยไม่เติมสารให้ความหวาน ทำให้มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยมาก โคโคนัทอะมิโนส์ (เลือกแบบลดน้ำตาล) และลิควิดอะมิโนส์ก็ให้รสอูมามิที่เข้มข้น โดยมีปริมาณน้ำตาลต่อหนึ่งหน่วยบริโภคต่ำกว่า

น้ำส้มสายชูข้าว น้ำส้มสายชูดำ (จิ๊กโฉ่ว), น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล (แอปเปิลไซเดอร์)

น้ำส้มสายชูข้าวปรุงรสมักมีน้ำตาลเพิ่ม (2-4 กรัมต่อช้อนโต๊ะ) ซึ่งเพิ่มภาระน้ำตาลในเลือดโดยไม่จำเป็น น้ำส้มสายชูดำ (จิ๊กโฉ่ว) แบบไม่ปรุงรส เป็นส่วนผสมดั้งเดิมในซุปเปรี้ยวเผ็ด และไม่มีน้ำตาลเพิ่ม พร้อมให้รสเปรี้ยวที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่า น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล (แอปเปิลไซเดอร์) มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้นหลังมื้ออาหารได้ โดยการชะลอการย่อยอาหาร

🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตรนี้

มาดูคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์สำหรับสูตรนี้กันค่ะ:

---

ทำไมซุปนี้ถึงดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ

ซุปเสฉวนเปรี้ยวเผ็ดสูตรเบาๆ นี้โดดเด่นเรื่องการให้พลังงานที่คงที่ และจุดเริ่มต้นของมันคือสิ่งที่ *ไม่มี* อยู่ในถ้วย นั่นก็คือแป้งหนักๆ นั่นเอง ด้วยค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Load) เพียง 7.5 ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (อะไรก็ตามที่ต่ำกว่า 10 ถือว่าต่ำ) และค่า GI โดยประมาณที่ 38 ซุปนี้จึงจัดอยู่ในกลุ่มที่ "อ่อนโยนต่อระดับน้ำตาลในเลือด" อย่างสบายๆ แต่ทำไมตัวเลขเหล่านี้ถึงเป็นมิตรขนาดนี้? มันมาจากสามผู้เล่นหลัก: เต้าหู้ เห็ดหอม และหน่อไม้ เต้าหู้ให้โปรตีนและไขมันจากพืช ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ช่วยชะลออัตราการดูดซึมกลูโคสของร่างกาย ลองนึกภาพโปรตีนและไขมันเป็นเหมือนลูกระนาดบนถนนสู่กระแสเลือดของคุณ พวกมันช่วยป้องกันการพุ่งขึ้นของน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่ภาวะพลังงานตกในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ในขณะเดียวกัน เห็ดหอมและหน่อไม้ก็อุดมไปด้วยใยอาหาร ซึ่งทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำในระบบย่อยอาหารของคุณ ดูดซับน้ำและสร้างความข้นคล้ายเจลที่ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคสได้อีก

นี่คือจุดที่แนวคิดของ Glycemic Load (ภาระน้ำตาล) เปล่งประกายอย่างแท้จริง คุณอาจเคยได้ยินว่าอาหารชนิดหนึ่งมี "GI ต่ำ" แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ *ปริมาณ* ของอาหารนั้นที่คุณกำลังทาน Glycemic Load พิจารณาทั้งคุณภาพและปริมาณของคาร์โบไฮเดรตในหนึ่งหน่วยบริโภค ค่า GL 7.5 ของซุปนี้บอกคุณว่าไม่เพียงแต่คาร์โบไฮเดรตจะค่อยๆ ปล่อยออกมาเท่านั้น แต่ยังมีปริมาณไม่มากในแต่ละถ้วยด้วย — ส่วนใหญ่ของจานนี้คือโปรตีน น้ำ และผัก

อยากเพิ่มประโยชน์ต่อระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงสุดใช่ไหม? ลองทานผักและเต้าหู้ก่อนจิบน้ำซุป เพราะใยอาหารและโปรตีนที่บริโภคก่อนคาร์โบไฮเดรตแสดงให้เห็นว่าช่วยลดการพุ่งขึ้นของน้ำตาลได้ การจับคู่ขิง — ซึ่งงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าอาจช่วยสนับสนุนการเผาผลาญกลูโคสที่ดีต่อสุขภาพ — กับน้ำส้มสายชูที่มีอยู่ในซุปเสฉวนเปรี้ยวเผ็ดแบบคลาสสิก จะสร้างประโยชน์สองต่อ เพราะความเป็นกรดก็สามารถชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะได้เช่นกัน และถ้าทำได้ ลองเดินเบาๆ 10-15 นาทีหลังมื้ออาหาร แม้การเคลื่อนไหวเบาๆ ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อดึงกลูโคสออกจากกระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลของคุณราบรื่นและคงที่ไปจนถึงช่วงบ่าย

สูตรที่เกี่ยวข้อง

Food diary cheat sheet

PDF ฟรี — 3 หน้า

สมุดบันทึกอาหารประจำสัปดาห์

บันทึกมื้ออาหาร ค่า GL และอารมณ์ พบรูปแบบใน 3 สัปดาห์

ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ